“CMS ตายแล้วหรือยัง”

*ทำไมบริษัทรับทำเว็บควรจะทำมากกว่าแค่ผลิตเทมเพลท*

บทความแปลจาก: [Torchbox](http://www.torchbox.com/blog/2012/10/are-content-management-systems-dead)

ผู้แปล: ผมเองตอนประกวดทำเว็บผมบอกกรรมการว่า “เว็บเราเน้น content และ content เว็บเราไม่ใช่การตัดแปะ มันผ่านการออกแบบมาแล้ว” นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเว็บที่ดีเนื้อหาไม่ใช่การเขียนลงใน WordPress แบบที่ผมเขียนบล็อค แต่มันต้องผ่านการสรุปเลือกสรรออกมาแล้ว

โอเค อันที่จริง CMS ก็ยังไม่ตายหรอกครับ พูดไปงั้นแหละ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง HTML แล้ว การสร้างเนื้อหาได้โดยใช้ความรู้แค่นิดหน่อยทำให้ความคิดดีๆ ส่งผ่านไปยังถึงอินเทอร์เน็ตได้

ถึงอย่างนั้น ผมก็กังวลว่าถ้าจะให้นักเขียน/นักข่าว/นักการตลาดไปควบคุมทุกส่วนของเว็บไซต์ก็คงจะทำให้เว็บใช้ยากเกินไป เราคงไม่คิดว่านักเขียนต้องไปนั่งจัดหน้าหนังสือเอง แล้วเราจะไปหวังว่านักเขียนออนไลน์จะต้องมาจัดเว็บล่ะครับ

ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) ออกแบบมาให้รองรับเนื้อหาได้ทุกชนิด ฉะนั้นแล้วตามธรรมชาติมันก็ต้องเป็นอะไรที่ค่อนข้างเป็นกลาง แต่ถ้าให้การออกแบบมันเสริมกับเนื้อหาจะไม่ดีกว่่าหรอครับ?

เนื้อหาบางชนิดก็เหมาะกับระบบจัดการเนื้อหา เช่น พวกบล็อค พวกโฮมเพจ และอื่นๆ ที่ต้องรีบอัพเดตให้ทันสมัยทันเหตุการณ์ เป็นต้น แต่เนื้อหาบางชนิดมีอายุยาวนานกว่า ผมเชื่อว่าเนื้อหาพวกนี้แหละ ที่จะต้องใช้ความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ

ลองดูตัวอย่าง [Google Ventures](http://www.googleventures.com/) ดูนะครับ

ส่วนเดียวของหน้านี้ที่ต้องใช้ระบบจัดการเนื้อหาคือหมวด “Here’s what we’ve been up to” ส่วนหัวเว็บ ภาพหลัก คำโปรย เมนู พวกนี้นักออกแบบเค้าออกแบบมาได้ดี สอดคล้องกันอยู่แล้ว แต่ถ้าให้นักเขียนมาควบคุมปุ๊บอาจทำโครงสร้างเว็บไซต์เสีย ผู้ใช้ก็จะเสียเวลาหาเนื้อหา และเว็บดูไม่สวยงาม

ถ้าผู้ออกแบบเว็บ Google Ventures ได้รับคำสั่งมาว่านักเขียนจะต้องสามารถเปลี่ยนภาพได้ เพิ่มเมนูได้ เค้าคงออกแบบไปอีกแนวนึงที่แบ่งเว็บเป็นส่วนๆ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนในอนาคต ลักษณะเดียวกับที่จะเห็นได้ในธีมสำเร็จรูป ไอ้ความยืดยุ่นนี่ล่ะครับคืออุปสรรค์ของงานออกแบบที่ดูน่าสนใจเลย

หน้าสินค้าของ Apple เองก็ไม่ได้ใช้ระบบจัดการเนื้อหา (ดูอย่าง [iPhone 5](http://www.apple.com/iphone/)) ทุกภาพ ทุกตัวหนังสือผ่านการเลือกสรรออกมาแล้ว งานออกแบบลักษณะนี้สำคัญมากว่าตัวเนื้อหาจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง และงานคุณภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ที่ใช้ระบบจัดการเนื้อหา

จุดประสงค์เดียวของการจ้าง designer คือการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่าย ให้นักเขียนตัดสินใจเองก็เหมือนให้เด็กเลือกทานอาหารเอง เด็กก็รู้ว่าตัวเองชอบกินอะไร แต่สิ่งที่กินก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพสักเท่าไร

แล้วเราจะออกแบบไปพร้อมๆ กับการให้นักเขียนเขียนเนื้อหาได้ยังไงล่ะครับ? ผมเชื่อว่าหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ว่าหน้าไหนน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยเดือนละครั้งบ้าง (เช่น บล็อค) แล้วออกแบบมันให้เหมาะสม ส่วนหน้าอื่นๆ เช่นหน้าเกี่ยวกับเรา ที่อาจจะเปลี่ยนทุกหกเดือน พวกนี้โค้ดเป็น HTML ไปเลย ถ้าจะเปลี่ยนแปลงค่อยติดต่อนักพัฒนาหรือนักออกแบบ

ถ้ามองในมุมของคนจะจ้างทำเว็บ คงน่าจะคิดนะครับว่าเว็บที่จะใช้ไปอีกสองสามปีเนี่ยมันต้องควบคุมได้ทุกอย่างเลย ถ้ามีปัญหาถึงค่อยเรียกคนทำมาคุย แต่ในความจริงแล้วคุณไม่รู้หรอกครับว่าเว็บมันจะไปในทางไหน และการเลือกใช้เอเจนซี่ที่สามารถทำตามความต้องการของคุณได้เรื่อยๆ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งด้านเงิน และด้านประโยชน์ใช้สอย การทำเว็บในระบบจัดการเนื้อหา จุดๆ นึงมีค่าใช้จ่ายมาก และไม่คุ้มค่า เพราะยังไงหลายๆ ชิ้นสร้างมาแล้วก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรอกครับ

ลองคิดดูอีกทีนึงก่อนจะวางแผนให้เว็บใช้ได้ยันอนาคตด้วยการเพิ่มความสามารถต่างๆ นาๆ แต่ควรเริ่มจากน้อยๆ เน้นส่วนสำคัญตรงที่เราต้องการควบคุมจริงๆ และคุยกับนักพัฒนาของคุณให้ดีเพื่อสร้างเว็บที่มันเจ๋งจริง ไม่ใช่แค่ยืดหยุ่น

ปล. ผู้แปล: บล็อค [Visual Idiot](http://visualidiot.com/) เป็นบล็อคนึงที่ผมชอบมากครับ ทุก content มีการออกแบบสวยงาม ถ้าผมจำไม่ผิด ระบบข้างหลังเว็บจะเป็น CMS แต่ว่าออกแบบให้สามารถเขียน content ที่มีการจัดออกแบบได้ (ไม่ได้แปลว่าช่วยจัดนะครับ แค่สามารถเอามาลงได้สะดวกเฉยๆ)

Content is King

*([first published on Facebook and Google+](https://plus.google.com/u/1/108003073552145737788/posts/BounCteizkv))*

ผมไม่เชื่อคำว่า content is king ดูอย่าง Facebook Twitter บริษัทเค้ามี content อะไรของตัวเองบ้างล่ะ?

สิ่งที่ผมเชื่อคือ system is king

ระบบที่ดีทำให้คุณสร้าง content ได้ง่าย ผู้ใช้ใช้งานสะดวกก็จะทำให้เข้ามาใช้เว็บของคุณมากขึ้น
content มันก็เป็นแค่ผลพลอยได้จาก user ที่เข้ามา รวมถึงโพสต์ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ก็ด้วย

ถามว่าเว็บที่ Content is King มีมั้ย มีจริง อย่าง Blognone นี่ไง ผมก็อ่าน
แต่มันอ่านแล้วก็ปิดแท็บไป มันก็เหมือนเวลาเขียนสเตตัสแล้วผ่านตาเพื่อนในเฟสเป็นร้อย แต่ไม่มีใครกด like คิดว่าประสบความสำเร็จมั้ยล่ะแบบนี้?

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า content 0 เลยจะรอด Mark Zuckerberg ก็อัพสเตตัสของเขา อัพรูปของเขา นั่นคือมันทำให้เกิด Network effect แต่พอถึงจุดนึง เค้าจะเริ่มหายไปจากหน้าจอของคนส่วนมาก ตอนนี้หลายๆ คน ไม่มี Larry Page, Mark Zuckerberg อยู่ใน wall อีกแล้ว เพราะเค้าก็เป็นผู้ใช้คนหนึ่งในระบบ ไม่ใช่ผู้สร้าง content ให้กับ Facebook หรือ Google+ อีกต่อไป

คำว่า content is king คงจะมาจากยุค Web 1.0