Game Design กับเทคโนโลยี

*บทความแปลจาก [Wolfire Blog](http://blog.wolfire.com/2013/03/Exploring-game-design-through-technology)*

**บริษัทเกมเกมนึงคนเป็นสิบเป็นร้อย แล้วอินดี้จะไปแข่งกับเค้าชนะได้ยังไง?**

คำตอบคือไม่ต้องแข่งเลยครับ เพราะว่าบริษัทใหญ่ กระบวนการก็เยอะตามเพราะว่าต้องบริหารจัดการภายในทีม และจัดการงบให้ดี ฉะนั้นพวกนี้เค้าก็เลยต้องทำงานในลักษณะที่แยกกันขาด ไม่ไปทำให้ฝ่ายอื่นงานล่าช้า ฟังดูเหมือนจะดี แต่ก็ทำให้เค้าทำงานบางอย่างไม่ได้ เช่น optimize (ทำให้โค้ดทำงานเร็วขึ้น)

crytek_epic

มันจึงกลายเป็นอย่างนี้แหละครับ แทนที่จะไปเน้นจุดต่างสร้างจุดเปลี่ยน ดูอย่าง Halo ในภาพเนี่ย ออกมาทีภาพอลังโคตรๆ เลย แต่ Halo มากี่ภาคๆ ก็เหมือนเดิมคือยิงเอเลี่ยนรัวๆ ซึ่งภาพอลังเนี่ยก็ทำให้เกมมันดูสนุกขึ้นบ้างแหละ แต่ว่าถ้าเอาเวลาไปคิดออกแบบเกมที่มันดีกว่านี้น่าจะสนุกขึ้นได้อีก

halos

ทีนี้เกมอินดี้ ทีมงานก็มีไม่กี่หัว แถมทำงานเรื่อยเปื่อยได้เรื่อยๆ จะทำอะไรก็คุยกันได้ อย่างเกม Antichamber ที่เพิ่งขายใน Steam ก็ใช้ทริคให้เรามองเห็นโลกเป็นโลกแปลกๆ แล้วตัวเกมก็คือการสำรวจเจ้าโลกแปลกๆ นี่แหละ หรืออย่างเกม Spelunky (รางวัล IGF ปีนี้ ผมไม่แน่ใจลง Steam ยัง) ก็ใช้การสร้างด่านอัตโนมัติ (แบบ Minecraft) ทำให้เกมสามารถเล่นแล้วเล่นอีกได้ไม่เบื่อ ทั้งสองเกมนี้นี่แหละที่เอาเทคโนโลยีมาใช้ออกแบบตัวเกมเป็นหลัก และก็ทำให้เกมสนุกขึ้นเยอะ

ซ้าย Antichamber ขวา Spelunky
ซ้าย Antichamber ขวา Spelunky

ครั้นจะบอกว่าเน้นแต่เกมภาพสวยนั่นเปล่าประโยชน์แบบสาวกปู่นิน นั่นก็ไม่ถูกเสมอไปครับ ภาพสวยก็มีประโยชน์ถ้าผู้ออกแบบเกมใช้ให้เป็น อย่างเกม Journey (GOTY หลายสำนัก ลง PSN ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ก็ใช้ความสวยงาม บรรยากาศของเกมมาเป็นแกนหลักของตัวเกม ถ้าไม่มีระบบทราย ระบบผ้าของเกมแล้วก็ไม่ใช่ Journey

journey

กลับมาที่ประเด็นเดิม ถ้าเราตีแนวเกมในปัจจุบันออกไปแล้วเราจะเห็นว่าหลักๆ ก็มีเกมยิงบุคคลที่สาม ที่สมัยนี้ให้เจ๋งเลือดต้องรีเองได้ด้วย มีเกม open world ที่เหมือนจะเปิดแต่ก็ต้องเล่นเควสตามลำดับเรื่อง และก็เกมฟันๆ

field_4

แต่มันยังมีอีกแนวที่ไม่มีบริษัทไหนทำ มันคือเกมที่ไม่ใช่แนวไหนแนวหนึ่งในปัจจุบัน เกมที่บางคนอาจจะไม่นับเป็นเกม อย่างเช่น Minecraft, Proteus, Flower แนวตรงนี้นี่แหละที่บริษัทเค้าไม่ทำ และอินดี้เราสามารถลุยเข้าไปได้โดยไม่ต้องไปสนใจแข่งกับบริษัทพวกนั้นอีก

field_6

“CMS ตายแล้วหรือยัง”

*ทำไมบริษัทรับทำเว็บควรจะทำมากกว่าแค่ผลิตเทมเพลท*

บทความแปลจาก: [Torchbox](http://www.torchbox.com/blog/2012/10/are-content-management-systems-dead)

ผู้แปล: ผมเองตอนประกวดทำเว็บผมบอกกรรมการว่า “เว็บเราเน้น content และ content เว็บเราไม่ใช่การตัดแปะ มันผ่านการออกแบบมาแล้ว” นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเว็บที่ดีเนื้อหาไม่ใช่การเขียนลงใน WordPress แบบที่ผมเขียนบล็อค แต่มันต้องผ่านการสรุปเลือกสรรออกมาแล้ว

โอเค อันที่จริง CMS ก็ยังไม่ตายหรอกครับ พูดไปงั้นแหละ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง HTML แล้ว การสร้างเนื้อหาได้โดยใช้ความรู้แค่นิดหน่อยทำให้ความคิดดีๆ ส่งผ่านไปยังถึงอินเทอร์เน็ตได้

ถึงอย่างนั้น ผมก็กังวลว่าถ้าจะให้นักเขียน/นักข่าว/นักการตลาดไปควบคุมทุกส่วนของเว็บไซต์ก็คงจะทำให้เว็บใช้ยากเกินไป เราคงไม่คิดว่านักเขียนต้องไปนั่งจัดหน้าหนังสือเอง แล้วเราจะไปหวังว่านักเขียนออนไลน์จะต้องมาจัดเว็บล่ะครับ

ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) ออกแบบมาให้รองรับเนื้อหาได้ทุกชนิด ฉะนั้นแล้วตามธรรมชาติมันก็ต้องเป็นอะไรที่ค่อนข้างเป็นกลาง แต่ถ้าให้การออกแบบมันเสริมกับเนื้อหาจะไม่ดีกว่่าหรอครับ?

เนื้อหาบางชนิดก็เหมาะกับระบบจัดการเนื้อหา เช่น พวกบล็อค พวกโฮมเพจ และอื่นๆ ที่ต้องรีบอัพเดตให้ทันสมัยทันเหตุการณ์ เป็นต้น แต่เนื้อหาบางชนิดมีอายุยาวนานกว่า ผมเชื่อว่าเนื้อหาพวกนี้แหละ ที่จะต้องใช้ความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ

ลองดูตัวอย่าง [Google Ventures](http://www.googleventures.com/) ดูนะครับ

ส่วนเดียวของหน้านี้ที่ต้องใช้ระบบจัดการเนื้อหาคือหมวด “Here’s what we’ve been up to” ส่วนหัวเว็บ ภาพหลัก คำโปรย เมนู พวกนี้นักออกแบบเค้าออกแบบมาได้ดี สอดคล้องกันอยู่แล้ว แต่ถ้าให้นักเขียนมาควบคุมปุ๊บอาจทำโครงสร้างเว็บไซต์เสีย ผู้ใช้ก็จะเสียเวลาหาเนื้อหา และเว็บดูไม่สวยงาม

ถ้าผู้ออกแบบเว็บ Google Ventures ได้รับคำสั่งมาว่านักเขียนจะต้องสามารถเปลี่ยนภาพได้ เพิ่มเมนูได้ เค้าคงออกแบบไปอีกแนวนึงที่แบ่งเว็บเป็นส่วนๆ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนในอนาคต ลักษณะเดียวกับที่จะเห็นได้ในธีมสำเร็จรูป ไอ้ความยืดยุ่นนี่ล่ะครับคืออุปสรรค์ของงานออกแบบที่ดูน่าสนใจเลย

หน้าสินค้าของ Apple เองก็ไม่ได้ใช้ระบบจัดการเนื้อหา (ดูอย่าง [iPhone 5](http://www.apple.com/iphone/)) ทุกภาพ ทุกตัวหนังสือผ่านการเลือกสรรออกมาแล้ว งานออกแบบลักษณะนี้สำคัญมากว่าตัวเนื้อหาจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง และงานคุณภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ที่ใช้ระบบจัดการเนื้อหา

จุดประสงค์เดียวของการจ้าง designer คือการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่าย ให้นักเขียนตัดสินใจเองก็เหมือนให้เด็กเลือกทานอาหารเอง เด็กก็รู้ว่าตัวเองชอบกินอะไร แต่สิ่งที่กินก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพสักเท่าไร

แล้วเราจะออกแบบไปพร้อมๆ กับการให้นักเขียนเขียนเนื้อหาได้ยังไงล่ะครับ? ผมเชื่อว่าหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ว่าหน้าไหนน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยเดือนละครั้งบ้าง (เช่น บล็อค) แล้วออกแบบมันให้เหมาะสม ส่วนหน้าอื่นๆ เช่นหน้าเกี่ยวกับเรา ที่อาจจะเปลี่ยนทุกหกเดือน พวกนี้โค้ดเป็น HTML ไปเลย ถ้าจะเปลี่ยนแปลงค่อยติดต่อนักพัฒนาหรือนักออกแบบ

ถ้ามองในมุมของคนจะจ้างทำเว็บ คงน่าจะคิดนะครับว่าเว็บที่จะใช้ไปอีกสองสามปีเนี่ยมันต้องควบคุมได้ทุกอย่างเลย ถ้ามีปัญหาถึงค่อยเรียกคนทำมาคุย แต่ในความจริงแล้วคุณไม่รู้หรอกครับว่าเว็บมันจะไปในทางไหน และการเลือกใช้เอเจนซี่ที่สามารถทำตามความต้องการของคุณได้เรื่อยๆ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งด้านเงิน และด้านประโยชน์ใช้สอย การทำเว็บในระบบจัดการเนื้อหา จุดๆ นึงมีค่าใช้จ่ายมาก และไม่คุ้มค่า เพราะยังไงหลายๆ ชิ้นสร้างมาแล้วก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรอกครับ

ลองคิดดูอีกทีนึงก่อนจะวางแผนให้เว็บใช้ได้ยันอนาคตด้วยการเพิ่มความสามารถต่างๆ นาๆ แต่ควรเริ่มจากน้อยๆ เน้นส่วนสำคัญตรงที่เราต้องการควบคุมจริงๆ และคุยกับนักพัฒนาของคุณให้ดีเพื่อสร้างเว็บที่มันเจ๋งจริง ไม่ใช่แค่ยืดหยุ่น

ปล. ผู้แปล: บล็อค [Visual Idiot](http://visualidiot.com/) เป็นบล็อคนึงที่ผมชอบมากครับ ทุก content มีการออกแบบสวยงาม ถ้าผมจำไม่ผิด ระบบข้างหลังเว็บจะเป็น CMS แต่ว่าออกแบบให้สามารถเขียน content ที่มีการจัดออกแบบได้ (ไม่ได้แปลว่าช่วยจัดนะครับ แค่สามารถเอามาลงได้สะดวกเฉยๆ)