Don’t even try, feels like a trial

ไอ้เห้นท (@ihearNoth) มันเชียร์ให้เขียนอยู่นานแล้ว ก็เพิ่งได้มาเขียนหลังจากเขียน recommendation ใน Steam ไป

ผมเล่นเกมแครกเยอะมาก เยอะกว่าเกมแท้ (แน่นอน) แต่ Portal 2 เป็นเกมนึงที่ผมยอมจะจ่ายตังก่อนจะได้เล่นเลย เพราะมันเป็นเกมที่น่าเชื่อได้ว่าจะดีด้วยเหตุผลหลายประการ

1. ชื่อของ Valve ประกันคุณภาพอยู่แล้ว ผมเสพติด FPS สไตล์ Valve และผมจะไม่ชอบ FPS สไตล์ทั่วไป จุดเด่นของ Valve คือเกมมันจะง่ายแบบปัญญาอ่อน โดยเฉพาะปืนที่มันโหลดเป็นนัด ท่าโหลดใส่เป็นแม็กกาซีนแต่ก็นับนัดได้ ทำให้ไม่ต้องลังเลเวลาโหลด แล้วก็เกมมันจะ Linear โคตรๆ เพราะกลัวคนเล่นหลง​ (ใน commentary ของ Left 4 Dead จะบอกไว้ว่าทำด่านซับซ้อนแล้วคนเล่นจะหลง) และยังมี no-return area เยอะมากทำให้เราไม่เดินวกไปวนมา เรียกได้ว่าทุกเกมมันแพ้ชนะกันที่ฝีมือการเล่นและการแพ้ puzzle ล้วนๆ การออกแบบเกมไม่มีผล
2. เกมเลข 2 Valve ทุกเกมไม่ผิดหวังครับ ถ้านับดูก็จะมี Team Fortress 2 ที่ออกมาตั้งหลายปีแล้วยังมีอัพเดตอยู่เรื่อยๆ, Left 4 Dead 2 ที่แพทช์รอง TF2 เลย ส่วนเกมภาคต่อที่ไม่มีเลข 2 ก็แทบจะถูกทิ้งร้าง อย่าง Half-Life: Source, Day of Defeat: Source (มีใครรู้จักมั้ย), Counter-Strike: Source ทำให้ผมเชื่อได้ว่าซื้อมาแล้วจะไม่ถูกปล่อยทิ้ง
3. Coop
4. ARG

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อก่อนหรอกครับ เพราะว่าในไทยดันขายถูกกว่าครึ่ง และร้านประจำของผมอย่าง Zest ก็ไม่มี pre-order (แต่ดันให้มี preorder Darkspore ก่อนวันนึง) ที่จะต้องซื้อกับ zest เพราะผมมี e-cash ค้างอยู่ 400 กว่า เนื่องจากมันเลิกขายบัตร RuneScape (UGC) ไป เมลไปทวงก็บอกแต่ว่าจะหาบัตรเทียบเท่ามาขาย​​(นั่นคือ zynga card แต่ไม่เห็นจะเทียบเท่าตรงไหน)

Portal 2 ไม่ใช่แค่ว่าประสบการณ์เล่นเกมจะอยู่เฉพาะในเกมนะครับ แต่รวมไปถึงประสบการณ์ก่อนเกมออกในส่วนของ ARG (Alternate Reality Game) ด้วย ซึ่งมี Potato sack pack มาขายในราคาพอๆ กับเกม​ (หลังจากจบ ARG แล้วผมเสียดายที่ไม่ได้ซื้อ แต่ก่อนนั้นผมไม่คิดจะซื้อเพราะมันแพงมากกับเกมที่ไม่รู้จัก) โดยมี puzzle ออกมาทั้งในเกมและใน Social media ซึ่งระหว่างสามสัปดาห์นี้ผมนั่ง refresh valvearg.com ทั้งวัน ดึกดื่นก่อนนอนก็ต้อง refresh ก่อน และเมื่อถืงในส่วนของเฟสสุดท้าย คือ [GLaDOS@Home](http://aperturescience.com/glados@home/) ผมก็ทำ [@gladosAtHome](http://twitter.com/gladosAtHome) ซึ่ง follower สองวันกว่าก็ 400 กว่า เล่นเอา follower ผมหนาวๆ ร้อนๆ ไปเลย และในช่วงนี้ก็มีคนบริจาค Defense Grid ให้ผมเล่น ซึ่งเล่นแล้วก็รู้สึกว่าเกมนี้ทำได้ดี และสำหรับใครที่เล่น puzzle ในเกมเหล่านี้ผ่าน​​ก็จะได้มันฝรั่งติด profile ซึ่งมันจะเป็นตัวคูณใน GLaDOS@Home ทำให้มีคนทำสูตรออกมาหลายประเภท ตั้งแต่ autosolver (Cogs) ตัดเพลง (Audiosurf) savegame (Defense Grid) หรือแม้แต่แก้ไฟล์เกม ที่คนเขียนเค้ารัน checksum แต่ดันพลาดไปรันเฉพาะตอนเปิดเกม (Amnesia มั้ง) และใครที่เล่นผ่านทุกเกมจะได้มันฝรั่งทองติดถาวร (ณ​ ตอนนี้) และยังได้รับ Valve Complete Pack อีกด้วยครับ (ราคาน่าจะสักสองสามเท่าของ Potato sack)

ทีนี้มาถึงของ Portal 2 มันมาในซองครับ ผมยังตั้งข้างๆ อยู่ไม่เอาไปเก็บเพราะซองมันใหญ่ ไม่รู้จะไว้ไหน คือถ้าเป็นกล่อง​ โอเค ผมเก็บกล่องไว้เยอะแยะ StarCraft 2 ยังตั้งอยู่ได้ แต่อันนี้มันยังไง และก็ของข้างใน ถือว่าพอรับได้ แต่ถ้ามองว่าจ่ายเพิ่ม 200 ไม่เอากล่องดีๆ มาเอาของแถม ผมว่าไม่อะ (คนอื่นๆ ก็มองแบบนี้อยู่หลายคนครับ แต่ผมจะคิดเสียว่า 200 เป็นค่า early adopter แล้วกัน เหมือนว่าเสื้อตัวใหม่ขายแพง ทิ้งไว้สักพัก SALE ลด 50% อะไรอย่างนี้)

สำหรับตัวเกม puzzle บางอันทำผมนั่งจ้องอยู่ ผมพยายามเล่นไม่ดูบทสรุปและทำได้สำเร็จยกเว้นใน Coop ครับ โดยใน Single player มันออกแบบตามสไตล์ Valve อยู่แล้ว คุณไม่มีทางหลงไปนอก puzzle ได้ ผมก็เลยใช้เวลาสำรวจอะไรๆ หน่อย ก็ใช้เวลาเล่นกันกว่าครึ่งวันครับสำหรับในรอบแรกสุด แต่ถึงจะสำรวจดีๆ แล้วผมก็ยังพลาด Portrait of a Lady กับ Exile Vilify สองสิ่งไม่ควรพลาดในเกม (มีคนบอกว่า และผมก็เห็นด้วยว่า Exile Vilify ใน YouTube กับในเกมมันเพลงเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน) สำหรับในรอบที่ผมได้แผ่นมาแล้วเล่นเก็บ achievement ใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงครับ เก็บได้ไม่ครบต้องเล่นซ้ำบางด่าน​ โดยอันที่ผมพยายามมากสุดก็คือ Overclocker และอันที่ไม่น่าพลาด (เล่นรอบแรกผมควรจะได้) คือ Door prize ครับ

มีคนแนะนำว่า Portal 2 เป็นเกมที่เราโดดเดี่ยวอยู่กับหุ่นใน Aperture Laboratories ดังนั้นควรจะปิดไฟเล่น ไม่ใช่เพราะเกมนี้น่ากลัวอย่าง Half-Life หรือ Dead Space 2 แต่เพราะเราจะได้สัมผัสถึงความโดดเดี่ยว และถึงผมจะเล่นกลางวัน แต่นั่งคนเดียวในที่เงียบๆ ก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวนั้นครับ และแน่นอนว่า การได้ฟังสิ่งที่ “เป็นมนุษย์” อย่าง Exile Vilify ท่ามกลางป่าคอนกรีตนั้นมันย่อมรู้สึกวังเวงกว่าการฟังใน YouTube แน่นอน (ในเกมจะมีเสียงการทำลายล้าง เหล็กเสียดสี ดังเป็นพื้นหลังเรื่อยๆ)

มาถึงในส่วนของ coop ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกนะครับในการแก้ปัญหารอบแรก ติดไปด้วยกัน ผ่านไปด้วยกัน แต่ข้อจำกัดของ Portal ทั้งในโหมด sp และ mp คือ replayability เวลาผมเล่นรอบสองจะไม่ชอบมากๆ ถ้าเพื่อนร่วมทีมเล่นไม่ดี คือ ping เฉลยให้หมดแล้วแต่ไม่สามารถทำได้ ถึงมันจะเกิดจากการ lag มันก็ไม่สนุกที่จะนั่งกดปุ่มรัวๆ ให้เพื่อน และก็ การเล่นซ้ำมันจะทำให้เพื่อนร่วมทีมที่ไม่เคยเล่นไม่สนุกเหมือนตอนเราเล่นใหม่ทั้งสองคนครับ ตรงนี้เป็นจุดที่ไม่น่าจะสามารถแก้ได้สำหรับเกม puzzle เพราะถ้าทำ procedural generation แบบ Left 4 Dead 2 puzzle มันจะไม่สนุก เหมือนเป็น filler มากกว่า

Meme ในเกมนี้ ผมยังไม่เห็นแนวโน้มอะไรมากกว่าเอาคำพูดมา ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าคำไหนจะฮอตฮิตนะครับ แต่ ประตู cake ทำผมนั่งอ่านด้วยความงงอยู่ว่า ไหนว่าไม่มี Cake​ (ผมอ่าน commentary ก่อนเล่นเกมครั้งแรกครับ) แล้วนี่อะไร surprise?

สำหรับเพลง ระหว่างรอโหลดเกมผมฟัง Re: Your Brains ของ Jonathan Coulton ผู้แต่งทั้ง Still Alive และ Want you gone และผมไม่เคยฟัง Want you gone มาก่อนเลย พบว่าเพลงมันคนละโทนกับ Still Alive ออกจะสดใสกว่า แต่ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเจ๋งเท่ากับ Still Alive และ Re: Your Brains มันยังติดหูอยู่ ส่วนเพลงอย่าง Exile Vilify นี่ผมเปิดฟังเป็นสิบๆ รอบ มันสื่ออารมณ์ได้ทั้ง Portal และชอบที่มันใช้คำที่ความหมายหนักสื่ออารมณ์

**สรุป** ถ้ามองอย่างเกม Portal 2 ไม่คุ้มครับ เกม multiplayer ผมจะยินดีซื้อเพราะมันสามารถเล่นได้ไม่รู้จบ แต่ Portal 2 ไม่ใช่ ดังนั้นต้องมองว่า Portal 2 เป็นหนัง คุณสามารถเข้าชมได้ในราคา 899 พร้อมของแถมติดมือกลับบ้าน และชมซ้ำฟรีได้แต่คุณจะรู้พล็อตหนังหมดแล้ว (แต่แน่นอนคุณจะต้องกลับไปดูซ้ำเพื่อหาจุดเล็กๆ ที่ผู้สร้างใส่เอาไว้ และเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อรู้ลึก รู้จริงเกี่ยวกับหนัง)

แต่เอ่อม ผมเสียค่าเครื่องคอมใหม่มาเล่น Portal 2 ด้วยอะ :3 หวังว่ามันจะทำให้เล่นเกมใหม่ๆ ได้ไปอีกหลายปี

ปล. หลายๆ part ใน entry นี้เก็บมาเขียนจากที่อ่านใน youtube และ steam forum

ปล2. แต่ถึงจะดูหนังก็เถอะ ตั๋วหนังสี่รอบมันยังไม่แพงเท่า Portal 2 เลย