New PC 2023

คอมที่ใช้อยู่ใช้ Intel Gen 6 (i5-6500) ตอนนี้โดน Windows 11 deprecate ไปแล้ว และมันเองก็ 8-9 ปีแล้ว เลยคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยน CPU ใหม่แล้ว

ก็เลยคิดว่าจะเขียน Blog ซึ่งนอกจากจะเขียนว่าเราเลือกสเปคอะไรไปยังไง ก็อยากจะรวบรวมข้อมูลความรู้ในการจัดสเปคคอมไว้ด้วย

Goals

เวลาประกอบคอมคิดว่ามีคำถามที่ต้องตอบก่อนคือ

งบประมาณ

เครื่องนี้คิดว่าสักแสนนึง รวม Windows 11 Pro เพราะว่าเดิมซื้อ license ไว้แค่ 10 Home

แต่งบนี้ไม่อยากซื้อของที่แพงเกินจำเป็นหรือไม่ได้ใช้งาน ก็คือจะออกแบบโดยเลือกตัวท็อปที่หาได้ไว้ก่อน แล้วดูว่าไม่ใช้ตรงไหนค่อยตัดสเปคลงเรื่อยๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้จนหมดแสน แล้วก็ยังไม่ค่อยอยากอัพการ์ดจอเพราะว่าไม่ได้เล่นเกมใหม่มาก และราคาการ์ดจอปัจจุบันสูงมาก เหมือนว่า crypto จะแตกแล้วแต่ว่าบริษัทการ์ดจอยังคิดว่าคนก็ซื้อกันได้อยู่จะลดราคาทำไม

Form vs Function

ผมเห็นร้านประกอบคอมชื่อดังที่ไลฟ์ขายของ ขายเครื่องสัก 95% จะใส่ไฟ RGB เต็มเครื่องเลย แล้วขายดีด้วยวันหนึ่งน่าจะเกือบร้อยเครื่อง ก็คิดว่ามันมีตลาดคนเลือกคอมพิวเตอร์สวยอยู่จริง แต่สำหรับเครื่องผมไม่คิดว่าควรจะแต่งไฟ มันไม่ได้ใช้งานและเวลาเปิดข้ามคืนมันจะเห็นไฟทั้งๆ ที่บ้านมืดสนิท

ร้าน

ถ้าจะไม่ประกอบเครื่องเอง การเลือกร้านก็สำคัญมากๆ เพราะว่าควรจะซื้อของทั้งหมดในร้านเดียวเพื่อให้ร้านประกอบให้ (บางร้านประกอบฟรีถ้าซื้อของเขาเยอะ บางร้านก็คิด 500 – 2,000 บาท ค่าประกอบ) ดังนั้นชิ้นส่วนที่เลือกได้ก็จะจำกัดตามร้านที่ใช้บริการ

จริงๆ อันนี้ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งในประเทศไทยคือค่าแรงเราถูกแล้วร้านขายคอมจะจัดสเปค-ประกอบให้ฟรีไม่คิดเงินเพิ่มเลย ในต่างประเทศมักจะมีค่าประกอบแยกต่างหาก

ไหนๆ ก็เขียนแล้วก็จะได้เขียนต่อเลยว่าบล็อกนี้ก็จะไม่เขียนวิธ๊ประกอบคอมเพราะว่าผมไม่ใช่ผู้ชำนาญ 555 จริงๆ ก็น่าจะประกอบเองได้ไม่ยากแต่ถ้าทำอะไรขาหักมาน่าจะเสียเงินเป็นหมื่น เลยให้เขาประกอบแหละ

Overclock

คิดว่าถ้าจะ overclock เครื่อง (จูนเครื่องให้แรงกว่าสเปคที่เขียนไว้) ชิ้นส่วนที่ใช้น่าจะต้องเลือกของดีๆ เพื่อให้มันเผื่อสำหรับ overclock มาแล้ว แต่เครื่องนี้อยากใช้งานนานๆ เลยจะพยายามตั้งตามที่ผู้ผลิตเขาตั้งใจไว้ให้มากที่สุดก็จะไม่เลือกเผื่อ overclock ใดๆ

Future proof

หลายๆ คนรวมถึงผมด้วย เวลาซื้อคอมก็อยากจะใช้นานๆ ก็เลยจะคิดว่าออกแบบเครื่องให้ใช้งานได้หลายๆ ปีไปด้วย

ทีนี้คำว่าเผื่ออนาคตคืออะไร ผมชอบที่ช่อง ZoLKoRn อธิบายไว้ว่าคอมพิวเตอร์ก็เหมือนรองเท้า ซื้อมาแล้วเมื่อไรจะเปลี่ยน ซึ่งรองเท้าเก่าแล้วมันก็ใส่ได้ เดินได้ แค่มันอาจจะดูไม่ดีในบางโอกาสเท่านั้นเอง

ทีนี้ตกรุ่นน่าจะมี 3 แบบคือ

  1. รันโปรแกรมไม่ได้แล้ว เช่นเครื่องผมมันไม่มี CPU instruction ใหม่ๆ แล้ว เล่น Return to Monkey Island, Death Stranding ไม่ได้ แต่ใช้งานโปรแกรมทั่วไปได้หมด แบบนี้คิดว่ามีน้อยเพราะว่าคนเขียนโปรแกรมเขาก็คงอยากขาย อย่างมากก็อาจจะจำกัดไม่ให้ใช้งานบาง feature
  2. ทำงานได้ช้าลง เนื่องจากว่าโปรแกรมใหม่ๆ โปรแกรมเมอร์เขาขี้เกียจก็ใช้วิธีที่มันส่งงานได้เร็ว ใช้งานได้ แต่กินเครื่องเยอะ ทำให้โปรแกรมกินสเปคมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอยากใช้งานได้เร็วก็ต้องอัพเกรดตามไป
  3. อัพเกรดไม่ได้แล้ว ก็คือพอเราเจอปัญหาข้อ 1 – 2 แล้วอยากจะอัพเกรดบางชิ้นให้ทันสมัย แต่ทำไม่ได้เพราะ hardware ชิ้นอื่นไม่รองรับต้องเปลี่ยนหลายๆ ชิ้น เช่น
    • Power supply ใส่น้อยเกินไป การ์ดจอใหม่ๆ กินไฟมากขึ้นแล้วไฟไม่พอต้องเปลี่ยน power supply ด้วย
    • CPU มักจะเปลี่ยน socket บ่อย ทำให้ใส่ CPU รุ่นใหม่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน motherboard ด้วย
    • เคสเล็กเกินไป ซื้อการ์ดจอมายาวมาก ใส่ไม่ลงในเคส
    • แรมเปลี่ยนจาก DDR3 เป็น DDR4 แล้วทำให้แรม DDR3 หาซื้อยากขึ้น ราคาแพงขึ้น มีจำกัดแบบ อาจจะเกิดกับช่องอื่นๆ ได้หมด เช่นการ์ดจอเปลี่ยนจาก AGP เป็น PCI
  4. กินไฟมาก ก็เหมือนแอร์ที่แอร์เก่าอาจจะทำงานได้ เย็นเหมือนกัน แต่ว่าถ้าซื้อแอร์ใหม่เป็น inverter แล้วจะประหยัดไฟมากขึ้น คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เครื่องใหม่นอกจากจะเร็วขึ้นแล้วถ้าเราปรับให้มันใช้งานได้เท่าเครื่องเก่ามันมักจะกินไฟน้อยกว่าเครื่องเดิม

สุดท้ายแล้วเราคงเดาอนาคตได้ไม่หมด วันนั้น Crysis เขาก็เดาว่า CPU 4.0GHz จะมา สุดท้าย Pentium 4 ก็สุดที่ 3.8GHz กลายเป็นว่าเกมสร้างมาไม่มีใครปรับสุดได้ แต่ว่าเราอาจจะเห็นแนวโน้มหรือของใหม่ที่กำลังจะมา ก็อาจจะต้องคิดดูว่าเรายอมจ่ายแพงวันนี้ไปเลยไหมเพื่อไม่ให้มันตกรุ่นเร็ว แต่ถ้าเดาผิดของที่ซื้อมาก็อาจจะเสียเงินเปล่า

Case

ตอนออกแบบเครื่องเก่าเลือกเคสเป็นอย่างท้ายๆ และไปเลือกหน้าร้านด้วยเพราะของที่จะเอาไม่มี แต่เครื่องนี้ดันไปเห็นเคสของ Fractal Design แล้วสวยถูกใจมาก เลยกลายเป็นว่าเอาเคสมาเป็นตัวตั้ง

ปัจจัยในการเลือกเคสที่ควรจะมองคือ

  • ขนาดของเคส ที่จะพบได้ทั่วไปก็มีตั้งแต่
    • Small Form Factor คือแบบกล่องเล็กๆ แบบนี้จะใส่ของได้จำกัด เหมาะสำหรับ use case พิเศษต่างๆ จะใส่บอร์ดแบบ Mini ITX เท่านั้น
      Fractal Design Torrent Nano
    • Mini Tower สามารถใส่บอร์ด MicroATX หรือ Mini ITX ก็ได้
      Fractal Design Pop Mini Air
    • Mid Tower เป็นขนาดยอดนิยม สามารถใส่บอร์ดได้จนถึงขนาด ATX ที่ใช้งานกันทั่วไปได้แล้ว ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะใส่แบบไหนก็แนะนำให้เลือก Mid Tower ไว้ก่อน
    • Full Tower สามารถใส่บอร์ดได้จนถึงขนาด EATX ซึ่งบอร์ดเองก็ไม่ได้หาได้ทั่วไป อย่างเช่นตัวท็อปฝั่ง consumer ของ ASUS คือ ROG Maximus Extreme ก็เป็น ATX แต่อาจจะเลือกใช้ขนาดนี้ถ้าจะเว้นที่ไว้ติดตั้งชุดน้ำ
  • ฝาด้านข้าง ส่วนมากจะเป็นอะคริลิค หรือกระจกนิรภัย (Tempered Glass / TG) แบบฝาทึบอาจจะหาได้ยากแล้วในยุคนี้
  • Airflow คืออากาศจะเข้าออกทางไหนได้บ้าง ซึ่งบางคนชอบฝาหน้าทึบทำให้อากาศเข้าได้ไม่ค่อยดีก็ต้องเลือกระหว่าง Form กับ Function
    • เคสบางตัวที่ราคาขึ้นมาหน่อย จะมีแผ่นกรองฝุ่นให้ด้วยสามารถถอดล้างได้
  • Port เคสส่วนมากจะเหมือนๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้มี USB C แล้วซึ่งต้นทุนสูง เวลาซื้อเคสก็อย่าลืมดูว่ามีช่อง USB C หรือไม่และต้องซื้อสายต่างหากหรือไม่ ถ้าซื้อเคสรุ่นเก่าก็จะไม่มีช่อง USB C เลย
  • ตำแหน่งปุ่มต่างๆ บางรุ่นอยู่ด้านหน้า บางรุ่นอยู่ด้านบน
  • วิธีเปิดฝา จัดสายไฟต่างๆ บางเคสสวยมากแต่ฝาเปิดจากด้านหน้า (??) และจัดสายไม่ได้แถมดันเป็นกระจกข้าง 2 ด้าน (!!) อันนี้ก็ไม่ควรซื้อมา…

รุ่นที่ผมเลือกคือ North ซึ่งเห็นแล้วเรียกว่ารักแรกพบเลย ไปโพสต์ใน Facebook หลายๆ คนเห็นแล้วก็บอกเลยว่าสวยมากๆ

อีกโจทย์หนึ่งที่ต้องการคือไม่อยากได้ฝากระจกเพราะไม่มีไฟให้โชว์อะไร ซึ่ง North จะมีรุ่น Mesh ที่เป็นฝาข้างแบบตาข่ายด้วย ก็ตอบโจทย์แทบทุกอย่าง ผมชอบที่ Techpowerup รีวิวไว้ว่า North ออกแบบสำหรับกลุ่มลูกค้าที่อยากได้เคสดำทึบทั่วๆ ไปแต่เพิ่มเติมคือออกแบบสวยงามและใช้วัสดุพิเศษ

สเปคของเคสนี้คือ

  • ช่องเสียบด้านบน USB C 3.1 Gen 2 จำนวน 1 ช่อง, USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง และช่องเสียบหูฟัง
  • มีที่วาง Harddisk 2.5″ หรือ SATA SSD ได้ 2 ช่อง
  • ที่วาง Harddisk 3.5″ 2 ช่อง
  • ฝาด้านหน้าเป็นไม้จริง !!!! และโปร่ง อากาศลอดเข้าไปได้ (ใครแซวว่า Wood PC นี่คอมผมใส่ i9 นะ…)
  • แถมพัดลมหน้าจำนวน 2 ตัว รุ่น Aspect 140 มม. (แต่ใส่ได้ 3 ตัว)
  • มีที่กรองฝุ่นด้านหน้า และด้านล่าง
  • มีจุดติดที่รัดสายไฟ
  • เฉพาะรุ่น Mesh จะมีที่ติดตั้งพัดลมด้านข้างขนาด 140 มม. อีก 2 ตัวด้วย (ต้องซื้อพัดลมเอง แต่มี PWM Fan hub ให้ในรุ่น Mesh)
  • ใส่เมนบอร์ดได้ถึงขนาด ATX

สนนราคาอยู่ที่ 5,790 บาท ค่อนข้างราคาสูงทีเดียวแต่เมื่อเทียบกับความสวยงาม แต่ไม่ทิ้ง Function ของมันแล้วเรียกได้ว่าไม่มีตัวเทียบเลย (ลองหาเคสที่มี USB C แล้วฝาข้างไม่ใช่กระจกดูสิ…)

ข้อเสียของ North คือหาของยากมากกกกก ต้อง preorder เกือบเดือนถึงจะได้ของ (ก่อนหน้าเปิดจองคือไม่รู้จะมีของเมื่อไรเลย) เหมือนจะเป็นแบบนี้ทั่วโลกด้วยคือสั่งนอกมาก็ไม่ใช่ว่าจะมีของ

ตัวเคสจะเป็นตัวจำกัดระบบระบายความร้อนที่จะเลือกใช้งานต่อไป ซึ่งเคสนี้จะมีข้อจำกัดดังนี้

  • ไม่มีที่วางถังพักน้ำในกรณีชุดน้ำเปิด แต่สามารถติดตั้งหม้อน้ำของชุดน้ำปิด AIO ได้ทางด้านบนหรือด้านหน้า
  • ชุดระบายความร้อน CPU ความสูงสูงสุด 170 มม
  • การ์ดจอความยาวไม่เกิน 355 มม สำหรับซิงค์ลม และ 325 มม สำหรับชุดน้ำ AIO
  • มีคนรายงานว่าถ้าใช้ชุดระบายความร้อน CPU ตัวใหญ่แล้วพัดลมด้านบนอาจจะยื่นลงมา ติดตั้งไม่ได้

ตรงนี้ก็จะเป็นข้อจำกัดที่ต้องเช็คเวลาซื้อชิ้นส่วนต่อๆ ไป

CPU

CPU คอมพิวเตอร์ประกอบตอนนี้จะมีให้เลือกแค่ 2 ยี่ห้อคือ Intel กับ AMD

เท่าที่ได้ยินมาตอนนี้คือ

  • Intel จะแรงกว่า AMD ในกรณีที่ใช้งานแบบใช้คอร์เดี่ยวๆ
  • AMD จะแรงกว่า Intel ในกรณีที่ใช้งานหลายๆ คอร์พร้อมกัน เช่นเกมสมัยใหม่มักจะใช้งานทุก core พร้อมกันได้อยู่แล้ว
  • สำหรับเล่นเกมเห็นว่าสัก 8 core ก็คือตันแล้ว เกินกว่านั้นเช่นซื้อ 16 core มาเกมก็ไม่ได้ใช้งาน ส่วนงานคอมไพล์โค้ดคิดว่ามีคอร์เท่าไรก็ยิ่งเร็ว
  • ราคาทั้งสองยี่ห้อจะใกล้ๆ กัน (AMD อาจจะถูกกว่าเล็กน้อย) แต่เขาว่า Intel Gen 13 นั้นราคาต่อประสิทธิภาพดีที่สุด
  • สำหรับ CPU รุ่น high end สำหรับเครื่อง Workstation อย่าง Intel Xeon-W และ AMD Threadripper Pro นั้นปัจจุบันไม่มีขายปลีกแล้ว ถ้าอยากได้ต้องซื้อเครื่องแบรนด์เนมเท่านั้น ซึ่ง CPU ในกลุ่มนี้ราคาสูงเป็นหลักแสนถึงหลายแสน

ส่วนตัวเชื่อว่า Intel มี library ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นเองเยอะ ดังนั้นเผื่อจะใช้งาน library ของ Intel ในเครื่องหลักผมเลยจะเจาะจงใช้ Intel เป็นหลัก ซึ่งใน Gen 13 ก็คิดว่ายังไม่มีข้อเสียอะไรเมื่อเทียบกับ AMD

สำหรับการเลือกซื้อ CPU Intel ต้องเลือกรหัสดังนี้

  • รุ่นการตลาดมีตั้งแต่
    • Intel เฉยๆ (เดิมคือ Pentium) เป็นตัวล่างสุด เท่าที่เคยจับๆ มาคือแต่ละตัวแย่มากไม่ควรใช้งาน (ถ้าไม่ติดซื้อของมือสอง ซื้อเครื่องตัวท็อป 3-4 ปีก่อนอาจจะดีกว่าเยอะ)
    • i3 เป็นตัวล่างเหมือนกันแต่ดีกว่านิดหน่อย
    • i5 คิดว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปใช้งาน i5 ได้ทั้งหมดทุกอย่าง รวมถึงเล่นเกมที่เก่ากว่า 1-2 ปีด้วย
    • i7 ในรุ่นปัจจุบันก็คือเร็วที่สุดแล้ว
    • i9 เดิมเป็นรุ่นแรงที่สุด ปัจจุบันเหมือนสเปคค่อนข้างใกล้เคียงกับ i7 ที่ตัวลงท้ายเหมือนกัน ยกเว้นมี CPU cache มากกว่า i7 (Cache ก็เหมือนแรมแต่ว่าอยู่ภายใน CPU)
  • ตัวเลขหลังรุ่น หลักแรกคือ generation
    • Gen 12 (Alder Lake) เป็นรุ่นแรกที่มีการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมใหม่ (ที่ผมไม่อัพคอมมาตั้งนาน ก็เพราะ CPU เก่ามัน Gen 6 แล้ว Intel ก็ออก minor change มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Gen 7-10) โดยมีฟีเจอร์คือรองรับแรม DDR5, PCI Express 5.0 และเป็นรุ่นแรกที่แยก core เป็นคอร์เร็ว (P-core, Performance) กับคอร์ช้า (E-core, efficiency) เช่นเดียวกับมือถือเพื่อประหยัดพลังงาน ถึงจะเรียกว่าคอร์ช้าแต่จริงๆ มันคือซีพียู Atom หรือ i3 ตัวล่างๆ เลยนะ
    • Gen 13 (Raptor Lake) เป็น minor change จาก Gen 12 ซึ่งรุ่นแรงสุด i9-13900KS นั้นเป็น CPU ตัวแรกในโลกที่ความเร็วสูงสุด 6.0GHz จากโรงงาน
  • ตัวเลขหลักที่เหลือ 3 หลักเป็นระดับชั้นในรุ่น เหมือนว่าแรงกว่าก็จะเลขมากกว่าเลยแม้ว่าจะไม่มองว่าเป็น i3-i9 แต่มองตัวเลขด้านหลังก็จะบอกได้ว่าตัวไหนดีกว่ากัน
  • สร้อยท้ายปัจจุบันมีอยู่แค่ 3 แบบคือ
    • F คือ ไม่มีการ์ดจอในตัว (ต้องซื้อการ์ดจอมาใส่)
    • K คือ Unlocked สามารถ overclock ได้
    • S เป็น special edition ซึ่งของ Gen 13 ก็คือรุ่น i9-13900KS ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ
  • สรุปคือ ดูเลข 3 หลักหลังเอาให้เยอะสุดเท่าที่มีงบไหว ส่วน Generation แล้วแต่จะเลือกแต่ข้าม major change ไปก็ไม่ดีเท่าไร

ที่เข้าใจผิดมาระหว่างเขียนสเปคคือ

  • รหัสเดียวกัน แบบ K กับไม่ K เหมือนกันต่างกันแค่ว่า overclock ได้กับไม่ได้เพราะว่ารหัสเดียวกัน จริงๆ คือ รุ่น K แรงกว่ารุ่นไม่ K ด้วย
  • i9 เร็วกว่า i7 จริงๆ ตามด้านบนคือ i7-13700K มี base clock มากกว่า i9-13900F แต่ cache น้อยกว่า
  • F คือตัดแต่การ์ดจออย่างเดียว จริงๆ คือมันช้ากว่ารุ่นที่ไม่มี F ด้วย

สำหรับรุ่นที่เลือกใช้ใน build นี้คือ i9-13900KS ก็คือตัวท็อปสุดไปเลย จากที่ดู benchmark i9-13900K ใน OpenBenchmarking (ไม่มี benchmark ของ KS) ก็เหมือนจะแตกต่างกับ i7-13700K ประมาณ 15% และถ้าเทียบกับคอมปัจจุบันที่ใช้ i5-6500 คือเร็วขึ้น 10 เท่าเลยทีเดียว !!

จุดที่จะเป็นข้อจำกัดให้หัวข้อถัดๆ ไปก็คือ

  • Socket ของ CPU ซึ่ง Intel Gen 12-13 จะใช้แบบ LGA1700
  • การกินไฟ CPU สูงสุดคือ 253W ซึ่งเหมือนว่าคอมสมัยใหม่จะกินไฟเยอะมากกว่าสมัยก่อนเยอะ
  • RAM ที่ใส่ได้คือแบบ DDR5 ความเร็วสูงสุด 5,600MT/s และ DDR4 ความเร็วสูงสุด 3200MT/s จำนวนที่ใส่ได้สูงสุด 128GB

ระบบระบายความร้อน

ตอนซื้อเครื่องเดิมระบบระบายความร้อนเป็นอะไรที่ไม่ได้คิดเลย คือใส่พัดลมที่แถมก็จบ แต่พอเป็น i9-13900KS แล้วเป็นจุดที่ทำการบ้านมาเยอะมากๆ เพราะว่าคนส่วนมากสมัยนี้เชื่อว่า CPU ระดับนี้เอาพัดลมเป่าอย่างไรก็ไม่เย็นแล้ว แต่การใช้ชุดน้ำก็ต้องมีการบำรุงรักษาที่มากกว่า และความเสี่ยงที่มันจะรั่ว ดังนั้นก็เลยกลายเป็นส่วนที่หาข้อมูลอยู่หลายวัน

Passive Cooling

ระบบระบายความร้อนคอมพิวเตอร์มีไอเดียคือถ่ายเทความร้อนจากที่ร้อนมาก (เช่น CPU หรือการ์ดจอ) ออกไปยังส่วนที่มีผิวสัมผัสมากๆ ก็คือ Heatsink ที่เป็นครีบๆ

ทีนี้มันก็จะมีคอมพิวเตอร์ระดับกลางๆ ที่ใช้ Heatsink อย่างเดียวไม่มีส่วนเคลื่อนไหวเลย ข้อดีก็คือเงียบมากๆ ไม่มีเสียงใดๆ ขณะทำงาน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบเสียงรบกวนจะทำลายความคิด

Noctua NH-P1

อันนี้ไม่น่าจะใช้งานแน่นอน ก็เลยไม่ค่อยได้ศึกษาเท่าไร คิดว่าอาจจะหาประกอบยากด้วย และราคาก็ไม่ต่างกับซิงค์ลมเท่าไรนักเพราะว่าอลูมิเนียมแพง (ไว้ทำ home server ใหม่อยากจะลองทำ passive cooling นะ)

ชุดน้ำ

ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ หรือชุดน้ำเพิ่งมาได้รับความนิยมในยุคหลังที่มีชุดน้ำระบบปิดสำเร็จรูปวางขายแล้ว และมักจะแต่งไฟสวยๆ ด้วยเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสวยงาม แต่ว่าจะมีราคาสูงบางทีเป็นหลักหมื่น

ชุดน้ำปิด เป็นแบบสำเร็จรูปที่มีส่วนของ CPU และหม้อน้ำ (Radiator) ที่ต่อสายมาเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีขายกันในชื่อ AIO คือ All-in-one เท่าที่ได้ยินมาชุดน้ำปิดมักจะเสถียรพอที่จะใช้งานได้ทั่วไป ไม่ต้องกลัวปัญหาน้ำรั่ว

ข้อจำกัดคืออาจจะไม่เย็นเท่าชุดน้ำเปิด

ชุดน้ำเปิด เป็นแบบที่ซื้อชิ้นส่วนต่างๆ ของชุดน้ำมาประกอบด้วยตัวเอง เช่น

  • ท่อ เลือกได้ทั้งท่อแข็งหรือท่ออ่อน สีของท่อ (อาจจะต้องมีอุปกรณ์ในการดัดท่อ)
  • ปั้ม
  • พัดลม
  • หม้อน้ำ
  • การติดตั้งบน CPU สามารถติดตั้งเป็น Heatsink บน CPU หรือผ่าฝา CPU (delid) แล้วติดตั้งลงไปบนชิพโดยตรงซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญและอุปกรณ์เฉพาะด้าน
  • สามารถติดตั้งชุดน้ำระบบเปิดให้ระบายความร้อนจากการ์ดจอได้ด้วย
  • หน้าจอแสดงผลต่างๆ เช่นอัตราการไหล อุณหภูมิ
  • ของเหลวที่เลือกใช้

ข้อดีคือสามารถเลือกอุปกรณ์หลากหลาย มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การประกอบเองก็อาจจะเสี่ยงต่อการรั่วของของเหลวทำให้คอมพิวเตอร์เสียหายได้ และชุดน้ำแต่ละชิ้นมีราคาสูง ชุดน้ำปิดรุ่นที่เห็นนิยมกันใช้ก็ราคาประมาณ 8 พันบาทแล้ว

เนื่องจากชุดน้ำอาจจะมีการระเหยของของเหลว จึงจะต้องมีการเติมของเหลวเพื่อรักษาประสิทธิภาพ ต่างกับซิงค์ลมที่แค่ดูดฝุ่นและบำรุงรักษาพัดลมเช่นเดียวกับชุดน้ำเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าอยากให้เครื่องอายุนานๆ (ใช้ไปอีก 8 ปีได้ก็ดี) เลยไม่เลือกติดตั้งชุดน้ำ

ซิงค์ลม (Fan Cooling)

ซิงค์ลมเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถ้าซื้อ CPU แบบกล่องก็มักจะมีแถมซิงค์ลมมาให้ในตัว ยกเว้นรุ่นท็อปสุดอย่าง i9-13900K ที่พัดลมแถมยังไงก็เอาไม่อยู่เลยไปแถมกล่องสวยๆ แทน…

Intel Laminar RH1 แถมกับ i9 non-K เท่านั้น

ปัญหาของการใช้ CPU i7 ประมาณตั้งแต่ Gen 10-11 เป็นต้นไปคือมันกินไฟเยอะมากๆ โดย CPU ที่เลือกมากินไฟถึง 253W ทำให้ความร้อนเยอะมากตามไปด้วย ระบบระบายความร้อนต้องดีด้วย
หลายๆ คนก็เลยจะนิยมใช้รุ่นนี้กับชุดน้ำไปเลย เวลาไปหาข้อมูลคนส่วนมากก็จะบอกว่ามันต้องใส่ชุดน้ำเท่านั้น ใช้พัดลมไม่ได้เลย แต่ว่าคนพวกนี้มักจะไม่เคยใช้งานจริงกับพัดลมจริงๆ ต้องไปตามหาผู้ใช้งานจริงๆ

คนหนึ่งที่เห็นทดสอบให้คือคุณ sirn ใน Mastodon ซึ่งทดสอบแล้วใช้ Noctua รุ่นท็อป NH-D15 วิ่ง 253W ค้างไว้ได้ที่อุณหภูมิสูงสุด 93 องศา

NH-D15

ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Mainboard ส่วนมากเปิด CPU overclocking by default ซึ่งเชื่อว่าคนทดสอบพัดลมส่วนมากไม่ได้ปิด ทำให้ CPU ใช้ไฟฟ้าได้ไม่จำกัดจนกว่าอุณหภูมิจะถึง 100 องศา (LTT ลองใช้ชุดน้ำกับระบบระบายความเย็นอุตสาหกรรมก็ overclock ได้ถึง 350W) ดังนั้นถ้าจะบอกว่าไม่ overclock ก็ควรจะตั้งค่าเมนบอร์ดให้ตรงกับที่ Intel กำหนดด้วย

สำหรับยี่ห้อพัดลมนั้นอย่างที่คุณ sirn ทดสอบไปก็จะเป็นยี่ห้อ Noctua ซึ่งมีชื่อเสียงมานาน นอกจากยี่ห้อนี้แล้วได้ยินว่า be quiet! ก็ดีเหมือนกัน นอกจากนั้นบางยี่ห้อเช่น Phantek หรือ DEEP COOL ก็อาจจะมีบางรุ่นที่น่าสนใจ

เกณฑ์การเลือกพัดลมก็จะมีดังนี้

  • ช่องเสียบ หรือ Socket ต้องสามารถติดตั้งบนบอร์ดที่ใช้งานอยู่ได้ ถ้าเป็นของ Noctua จะมี adapter ให้ที่สามารถใช้กับ CPU ทั่วไปได้แทบทุกรุ่น และในอนาคตสามารถสั่ง adapter สำหรับ socket ในอนาคตได้ฟรีตลอดการใช้งาน (ยังไม่เคยสั่งมาไทยนะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร) แต่ว่าถ้าเป็นยี่ห้ออื่นอาจจะต้องเลือกให้ตรงกับ socket ที่ใช้งานอยู่
  • ปริมาณความร้อนที่ออกแบบให้ถ่ายเทได้ (Thermal design power – TDP) ยิ่งมากก็ยิ่งดี
  • รูปทรงของ Heatsink จะมีดังนี้
    • Top flow คือเป่าขึ้นด้านบนเหมือนพัดลมแถม
    • Single Tower คือมี Heatsink ตั้งขึ้นไปสูงแล้วมีพัดลมขนาบข้าง
    • Dual Tower คือเหมือน Single Tower 2 อันโดยมีพัดลมอยู่ตรงกลางระหว่าง Heatsink (เช่นรุ่น NH-D15 ที่มีรูปด้านบน)
  • ขนาดของพัดลมจะต้องไม่ชนกับอุปกรณ์อื่น เช่น ใส่ในเคสได้ ไม่ชนการ์ดจอ และไม่ชนช่องแรม (RAM clearance)
    • พัดลมขนาดใหญ่บางตัวจะยื่นไปทางช่องแรม ทำให้ต้องใช้แรมพิเศษที่ความสูงต่ำกว่าปกติ หรือบางรุ่นอาจจะลอยอยู่เหนือช่องแรม สามารถใช้แรมปกติได้แต่ว่าไม่สามารถถอด-เสียบแรมได้โดยไม่ถอดพัดลม ซึ่งการถอดพัดลมต้องทาซิลิโคนใหม่จึงจะเป็นเรื่องยาก
  • เสียงรบกวน ยี่ห้อแพงๆ เช่น Noctua หรือ be quiet! จะโฆษณาในเรื่องของเสียงรบกวนด้วยว่าทำงานค่อนข้างเงียบกว่าพัดลมยี่ห้ออื่นๆ
  • งาน design บางรุ่นจะมีไฟด้วย

สำหรับพัดลมที่ผมเลือกคิดว่าจะเลือก NH-U12A chromax.black ซึ่ง Noctua บอกว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ NH-D15 เลยทีเดียว แต่ว่าขนาดเล็กกว่าลดปัญหาพัดลมชนเคสหรือบังช่องแรม แต่ทางร้านบอกว่าไม่มีของจะมีแต่รุ่น NH-D15S กับ NH-U14S ก็เลยเลือก NH-U14S ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของ Single tower fan

จริงๆ ก็อยากได้รุ่น chromax.black (สีดำ) แต่ก็ไม่มีของเช่นกันเลยต้องใช้สีเดิมของ Noctua ซึ่งหลายๆ คนว่ามันไม่สวย

รุ่นนี้สามารถติดพัดลมได้ 2 ตัวคือหน้า-หลัง แต่ว่าจะแถมพัดลมหน้า 1 ตัวเท่านั้น

ข้อเสียของยี่ห้อ Noctua คือ

  • ไม่มีการแจ้ง TDP ของแต่ละรุ่นไว้เลยโดยเขาระบุว่า TDP นั้นขึ้นอยู่กับการติดตั้งและวัสดุของ CPU ด้วย จึงจะมีการทดสอบในแต่ละรุ่นให้ โดยรุ่น i9-13900KS ได้คะแนนสูงสุด น่าจะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่ซิงค์ลมทั่วไปสามารถทำได้แล้ว
  • พัดลมของ Noctua จะไม่มีไฟ RGB ทุกรุ่น
  • สำหรับรุ่น NH-U12A ขึ้นไปจะสูงมาก ไม่สามารถใส่ที่วางพัดลมด้านข้างของเคส Fractal North ได้

สำหรับข้อจำกัดของพัดลมตัวนี้คือมันยื่นมาบังช่องแรมที่ 1 ทำให้ใส่แรมไม่ได้ (เสียดายถ้าเป็น NH-U12A น่าจะใส่ได้)

เมนบอร์ด

เวลาเลือกเมนบอร์ดต้องเลือกตามรุ่นของ CPU ที่จะใช้งาน โดยตัวแปรตัวแรกก็คือ chipset ที่ต้องรองรับ CPU ที่ใช้งาน โดย Intel ปัจจุบันใน Gen 13 มีให้เลือกดังนี้

  • W680 สำหรับ workstation สามารถใส่แรมประเภท ECC ได้ (นิยมใช้ใน server และ workstation) เท่าที่หาดูไม่มีขายทั่วไปในขณะนี้ ดังนั้นเลือกอันนี้ไม่ได้
    • เห็นว่า CPU AMD รุ่นปัจจุบันใส่แรม ECC ได้แล้วไม่มีข้อจำกัด แต่ AMD ไม่รับประกันว่าใช้งานได้ถ้าไม่ได้ซื้อรุ่นที่บอกว่ารองรับ (ก็ฟังดู make sense เพราะ CPU Intel ก็อันเดียวกัน ตัวควบคุม memory ก็อยู่บน CPU แล้วทำไมเปลี่ยนอุปกรณ์ฺภายนอกอย่าง chipset ดันใช้งาน ECC ได้…)
  • Z790 เป็นรุ่นท็อปสำหรับใช้งานทั่วไป สามารถ overclock CPU ได้
  • H770 เป็นรุ่นรองที่เหมือนกับรุ่น Z790 เกือบทุกอย่าง ยกเว้นไม่สามารถ overclock CPU ได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นมีวางจำหน่าย
  • B760 เป็นรุ่นล่าง ไม่สามารถ overclock ได้เช่นกัน และรองรับช่อง USB, SATA, PCI น้อยกว่ารุ่น H770

นอกจากนี้เมนบอร์ดของ Gen 12 ก็สามารถใส่ CPU Gen 13 ได้ด้วย ดังนั้นก็มีตัวเลือกคือ chipset Z690, H670, B660 อีกด้วย ซึ่งเท่าที่หามาที่ยังมีขายในตอนนี้จะเป็นรุ่นที่ใส่แรม DDR4 ทั้งหมด

ดูจากรุ่นแล้วคิดว่าอยากได้ H770 เพราะตรงกับการใช้งานที่สุด แต่เนื่องจากไม่มีขายทั่วไป ก็เลยต้องขยับขึ้นเป็น Z790 (เสียดายที่หา W680 ไม่ได้ แต่ถึงหาได้แรม ECC ก็หาได้ยาก)

นอกจาก chipset แล้วในขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง DDR4 และ DDR5 ซึ่งแรมรุ่นใหม่ DDR5 จะมีระบบ ECC ภายในตัวเพิ่มขึ้นมาเพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน (DDR4 ต้องใช้แรมชนิด ECC) แต่ว่า ECC ที่มาภายในตัว DDR5 นั้นไม่ได้การันตีว่าข้อมูลจะส่งถึงครบแค่ไม่สูญหายภายในแรมเท่านั้น ถ้าต้องการการันตีครบถ้วนยังจำเป็นต้องซื้อ DDR5 ชนิด ECC โดยเฉพาะซึ่งจะใส่ได้เฉพาะชิพเซต W680

เนื่องจากความสามารถใหม่ใน DDR5 ตอนนี้ทำให้ชิพยังขาดแคลน ราคาของแรมจะค่อนข้างสูงอยู่ ก็เลยจะยังมีเมนบอร์ดแบบ DDR4 ที่ความเร็วน้อยกว่า แต่ว่าแรมราคาถูกกว่ามากให้เลือกใช้งาน สำหรับผมคิดว่าจะใช้เครื่องไปนานๆ เลยเลือก DDR5 ไปเลยเพราะในอนาคต DDR4 อาจจะหายากหรือแพงขึ้นเหมือน DDR3 ในสมัยนี้ก็ได้

ถัดมาก็คือยี่ห้อ พยายามหาข้อมูลว่าเมนบอร์ดยี่ห้อไหนเสถียร คุณภาพดีบ้าง หลายคนบอกว่ายี่ห้อไม่โนเนมเป็นอันใช้ได้ อันนี้ก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จอย่างใด สำหรับเครื่องที่เคยใช้มานั้นเครื่องเก่าเป็น ASUS (จริงๆ เลือกเพราะว่าที่ร้านตอนนั้นไม่มี Gigabyte) และ home server เป็น Gigabyte เปิดตลอดเวลามาตั้งแต่ 2019 ยังไม่พัง ก็คิดว่าทั้ง 2 ยี่ห้อใช้งานได้ดีพอๆ กัน

สำหรับ ASUS นั้นราคาค่อนข้างสูงกว่ายี่ห้ออื่น อาจจะเพราะเป็นยี่ห้อดังเลยไม่จำเป็นต้องขายถูก โดย ASUS จะมีรุ่นย่อยดังต่อไปนี้

  • ROG Maximus Extreme เป็นรุ่นท็อป สำหรับ overclock ซึ่งผมคงไม่ overclock ดังนั้นรุ่นนี้ราคาสูงมากโดยไม่จำเป็น และเป็นขนาด EATX ด้วย ใส่กับเคสที่เลือกไว้ไม่ได้ ราคาในรุ่นนี้จะเกือบ 5 หมื่นบาท
  • ROG Maximus Apex เป็นรุ่นรองลงมาแต่ก็ใช้ overclock ได้จนถึงสถิติโลกเช่นกัน ตั้งแต่รุ่นนี้จะเป็นขนาด ATX ปกติ
  • ROG Maximus Hero เป็นรุ่น ROG Maximus ในราคาที่พอเข้าถึงได้
  • ROG Strix เป็นบอร์ดจับกลุ่ม Gamer (จริงๆ เมนบอร์ดก็ไม่น่าจะมีผลกับเกมขนาดนั้นนะ…)
    • รหัสลงท้าย E จะดีที่สุด
    • รหัสลงท้าย F เป็นตัวรอง
    • รหัสลงท้าย A เป็นสีขาว
    • รหัสลงท้าย D4 ใส่แรม DDR4
  • ProArt จะเป็นรุ่นสำหรับ creator โดยจะมีพอร์ตต่างๆ พิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ เช่น ProArt Z790 นั้นมีช่อง LAN ถึง 2 ช่องความเร็ว 10Gbps และ 2.5Gbps (เทียบเท่ารุ่น ROG Maximus Extreme) ใส่การ์ดจอ PCIe x8 ได้ถึง 2 ใบ และการออกแบบจะเน้นสวยงามไม่เน้นแนว gaming
  • TUF Gaming เป็นบอร์ดรุ่นรองลงมา จะเน้นความถึก ทน
  • Prime เป็นรุ่นล่างสำหรับใช้งานทั่วไป
    • รหัสลงท้าย CSM จะเป็นรุ่นที่ ASUS มีวางจำหน่ายนานสูงสุด 36 เดือน เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการใช้คอมสเปคเดียวนานๆ

นอกจากนี้ถ้าใช้เคสขนาดเล็กอาจจะต้องเลือกรุ่นพิเศษที่ขนาดใส่ในเคส mATX หรือ ITX ได้ด้วย สำหรับเคสที่เลือกใส่ ATX ได้ปกติ จึงไม่มีปัญหาอะไร

ในทีแรกก็อยากได้ ASUS ProArt Z790 ใส่แรม DDR5 แต่ดูๆ จากฟีเจอร์แล้วคิดว่าไม่ได้จำเป็นต้องใช้ (LAN 10Gbps นั้น switch ยังราคาแพง คาดว่าน่าจะออกแบบไว้สำหรับการตัดต่อวิดีโอผ่าน NAS) เลยลดลงมาเป็นเมนบอร์ดกลุ่ม Creator เช่นเดียวกันของ Gigabyte

ASUS ProArt Z790

ในยี่ห้อ Gigabyte จะมีรุ่นต่างๆ ดังนี้

  • AORUS เป็นรุ่น gaming เทียบเท่ากับ ASUS ROG
  • AERO เป็นรุ่น creator เทียบเท่ากับ ASUS ProArt
  • Gaming เป็นรุ่น gaming ทั่วไป เทียบเท่ากับ ASUS TUF Gaming
  • Ultra Durable เป็นรุ่นใช้งานทั่วไป เทียบเท่ากับ ASUS Prime

ดังนั้นรุ่นที่ใกล้เคียงกันก็คือ Gigabyte Z790 AERO G ราคาต่างกับ ProArt Z790 อยู่ 6 พันบาท รุ่นนี้มี Wifi และ Bluetooth ในตัวเช่นเดียวกับ ProArt จะได้ไม่ต้องซื้อการ์ด Wifi แยกออกไป (เครื่องเดิมซื้อการ์ดแยก เพราะครั้งแรกไม่คิดว่าต้องใช้ระบบไร้สายใดๆ แต่หลังๆ จอย (Gamepad) รุ่นใหม่ๆ มักจะมีแต่แบบไร้สายแล้วเลยเริ่มจำเป็นต้องใช้)

Gigabyte Z790 AERO G

ในราคา 6 พันบาทนี้ ความแตกต่างระหว่าง AERO กับ ProArt ก็คือ

  • AERO ใส่แรมได้ถึงบัส 7600 ส่วน ProArt ใส่ได้ถึงบัส 7200 (ใช้งานปกติไม่น่าจะหาแรมเร็วขนาดนั้นถึง)
  • ช่อง USB C
    • ProArt มีช่อง Thunderbolt 4 ด้านหลัง 2 ช่อง และ USB A ด้านหลัง 6 ช่อง, ด้านหน้า (แล้วแต่เคส) มีช่อง USB C 1 ช่อง USB A 10 ช่อง
    • AERO มีช่อง USB C ด้านหลัง 2 ช่อง และ USB A ด้านหลัง 8 ช่อง, ด้านหน้า (แล้วแต่เคส) มีช่อง USB C 1 ช่อง USB A 6 ช่อง
  • AERO ใส่ NVMe PCIe 5.0 x16 ได้ แต่ว่ามันจะแชร์กับการ์ดจอแยก (จะเหลือ x8) ส่วน ProArt เสียบ SATA ได้มากกว่า 4 ช่องโดยแชร์กับ NVMe ช่องสุดท้าย (เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
  • ProArt มีการ์ดแลน 10Gbps และ 2.5Gbps ส่วน AERO มีแค่ 2.5Gbps ช่องเดียว
  • AERO มีช่องเสียง S/PDIF และ 2 แจ๊ค ส่วน ProArt มีแจ๊คเสียง 5 แจ๊ค (ใช้ชิพเสียงเดียวกัน)
  • เนื่องจากยังไม่ได้ใช้งาน เลยสรุปเรื่อง BIOS ทั้งสองยี่ห้อให้ไม่ได้ว่าเจ้าใดปรับแต่งดีกว่ากัน

แรม

แรมเป็นอะไรที่ตอนแรกคิดว่าซื้อง่ายๆ ตอนประกอบเครื่องเดิมก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย แต่ถ้าจะซีเรียสมันก็มีองค์ประกอบมากกว่าที่คิดนะ

  • ความจุ เป็นสิ่งที่คนส่วนมากมองไว้ก่อนเลย ปัจจุบันคิดว่าควรจะมีแรม 16GB จะใช้งานได้เหลือเฟือมากๆ แต่ว่าผมเคยใช้ IntelliJ แล้วมันบอกว่าแรมหมด ก็เลยไปซื้อแรมเพิ่มมาเติม เครื่องใหม่เลยคิดว่าจะใช้ 32GB
  • ประเภทของแรมต้องใส่ตามเมนบอร์ดได้ จากบอร์ดที่ผมเลือกจะต้องใช้แบบ DDR5 DIMM (SO-DIMM จะเป็นแรมโน๊คบุ๊ค)
  • จำนวนแผง เมนบอร์ดจะใช้แรมแบบ Dual Channel ดังนั้นการใช้ 2 แผงจะดีกว่า 1 แผงที่ความจุเท่ากัน ก็จะเห็นว่าแรมมักจะมีขายเป็นคู่และถูกกว่าซื้อ 1 แผง 2 ชุด แต่ว่าในการอัพเกรดก็จะจำกัดช่องใส่ด้วย
  • แรมบางตัวจะมีไฟ RGB แต่คิดว่าแรมไม่มีไฟเดี๋ยวนี้หายาก นอกจากซื้อสเปคล่างๆ
  • ส่วนสูงของแรมไม่ชนกับพัดลม ซึ่งพัดลมที่ผมใช้ก็แจ้งว่าไม่ติดอะไร ก็ไม่น่าจะมีปัญหา (แรมที่มีไฟมักจะสูงกว่าปกติ)
  • ความเร็วของแรม ในสเปคของ Intel จะแจ้งว่าแรมความเร็วสูงสุดคือ 5,600MT/s แต่เวลาซื้อแรมมักจะเห็นแรมที่มีความเร็วมากกว่านั้นก็จะเป็นการ overclock ซึ่งไม่เกี่ยวกับ CPU หรือ Chipset คือใช้รุ่นไม่ K ชิพเซต B ก็สามารถ overclock แรมได้ และ Intel เองจะมีระบบ XMP (หรือ AMD EXPO) ซึ่งแผงแรมจะมีการ set ค่า overclock ไว้จากโรงงานแล้ว เพียงแค่เปิด XMP และโหลดค่าที่เซตไว้ (เครื่องเก่าใช้มาตั้ง 8 ปีเพิ่งจะเปิด XMP ก็ตอนนี้แหละ ได้ 3DMark score 15% ฟรีๆ เลยนะ)
  • ความหน่วง (CAS Latency) ของแรมหรือที่แสดงเป็นเลข CL ยิ่งน้อยก็ยิ่งดี

เวลาเลือกแรมให้ใช้สูตรคำนวณคือ (2 x CL x 1000)/Data rate จะได้ First word latency ในหน่วยนาโนวินาทีแล้วควรจะเทียบด้วยค่านี้แทน เช่น

  • แรม DDR5-5600 CL 38 คำนวณ (2x38x1000)/5600 = 13.57ns
  • แรม DDR5-5600 CL 30 คำนวณ (2x30x1000)/5600 = 10.71ns
  • แรม DDR5-6000 CL 40 คำนวณ (2x40x1000)/6000 = 13.33ns

ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบแรมควรจะคำนวณจากความจุที่ต้องการใช้ และ First word latency ยิ่งน้อยก็ยิ่งดี ซึ่งจากการเปรียบเทียบแล้วทำให้เลือกรุ่น G.skill Trident Z5 RGB 32GB 5600 CL36 สีดำ เป็นอุปกรณ์ใหม่ชิ้นเดียวในเคสที่มี RGB (เพราะร้านไม่ขายรุ่นไม่มี RGB) เมื่อคำนวน first word latency แล้วได้ 12.86ns เทียบกับราคาแล้วสมเหตุสมผลมาก

G.skill Trident Z5 RGB
DDR5-5600 CL36

สำหรับการเล่นเกม เท่าที่หาข้อมูลมาทราบว่าเกมเดี๋ยวนี้ก็ออกแบบมาแล้วว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีแรม latency ต่ำๆ ก็เลยจะเน้นออกแบบเกมให้รันใน CPU cache ได้เป็นหลัก ก็คิดว่าด้วยตัวเลือก i9 ที่ใส่ cache เยอะๆ แล้วอาจจะได้ผลดีกว่าเลือกแรมเร็ว โดย LTT ทดสอบแรม DDR5 แล้วก็พบว่าบน Intel แรมมันช่วยเพิ่ม framerate ได้หลักหน่วยเท่านั้น แต่ใน AMD ยังช่วยเยอะอยู่อาจจะเพราะ AMD ยังรีดได้ไม่สุดต้อง optimize เพิ่มต่อ

ข้อควรระวังในการซื้อแรมคือ แรมที่ความเร็วสูงมากๆ อุปกรณ์ทุกชิ้นส่วนต้องรองรับตั้งแต่ CPU, Mainboard, BIOS, RAM ผมเห็นหลายๆ รีวิวจะเจอปัญหาว่าใช้แรมที่ความเร็วสูงมากๆ เช่น มากกว่า 6400MT/s แล้วเครื่องเปิดไม่ติดหรือเปิดติดแต่จอฟ้า ต้องยกเลิก overclock ก็จะเสียของ ก็เลยคิดว่าเลือกบัส 5600 อาจจะไม่ได้แรงที่สุดแต่น่าจะใช้งานได้ดีไม่ติดปัญหา

GPU

การ์ดจอตอนนี้ราคาโหดมากๆ ทั้งๆ ที่ crypto แตกไปแล้ว และ Etherium ก็ไปใช้ Proof of Stake แล้วแต่ว่าผู้ผลิตการ์ดจอยังไม่ปล่อยราคาลงมาเท่าไรนัก ผมก็เลยคิดว่าอาจจะยังไม่รีบอัพเกรด รอดูอีกหน่อยนึง…

สำหรับการ์ดจอจะมีอยู่ 3 ยี่ห้อคือ

NVIDIA

NVIDIA เป็นเจ้าตลาดการ์ดจอในตอนนี้ และมี API CUDA ที่วงการ AI ใช้งานหนักมาก ถ้าคาดว่าในอนาคต AI มันจะเข้ามาในเครื่อง (หรือแม้แต่ open source AI ในตอนนี้ที่โหลดมาเล่นได้) มันก็น่าจะรองรับ NVIDIA แน่นอนแต่เจ้าอื่นๆ ไปลุ้นกันอีกที ดังนั้นถ้ามีงบยังไงก็ต้องซื้อ NVIDIA แล้ว NVIDIA ก็รู้ เลยขายแพงมากๆ

ในฝั่งเกม NVIDIA จะมีเทคโนโลยี DLSS ซึ่งเอา AI มาขยายภาพทำให้ตัวเกมจริงๆ รันในความละเอียดต่ำเพื่อให้กินสเปค (และไฟ) น้อยลงได้ในขณะที่ได้ภาพใกล้เคียงกับแบบปรับเต็มเกือบ 80-90% และใน DLSS3 จะมีฟีเจอร์ Frame generation ก็คือเอา AI สร้างเฟรมขึ้นมาทั้งหมดเลยเพื่อ boost framerate ซึ่งจากที่ดูผลทดสอบมาก็พบว่ามันเพิ่มได้เกือบ 30fps เลยทีเดียว แต่ว่าอาจจะทำให้ latency เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันรุ่น NVIDIA น่าจะมีรุ่นน่าสนใจประมาณนี้

  • Quadro เป็นการ์ดจอสำหรับมืออาชีพใช้งาน ราคาสูงมาก อันนี้คงไม่พูดถึง
  • RTX เป็นซีรีส์ปัจจุบันของ NVIDIA ซึ่งรองรับ Raytracing และ DLSS 2.0
  • RTX 40xx เป็นรุ่นปัจจุบันในขณะนี้ รองรับ DLSS 3.0
  • RTX 4090 เป็นตัวท็อปสุดๆ ตอนนี้น่าจะเป็นการ์ดจอเดียวที่เล่นเกมปรับภาพสุด เปิด Raytracing 4k 60fps (ไม่ใช้ DLSS ช่วย) หรือไม่เปิด Raytracing ได้ที่ 150fps
  • RTX 4080 Ti น่าจะเป็นตัวที่สมเหตุสมผลสำหรับจอ 4k 60Hz เปิด Raytracing (ไม่ใช้ DLSS ช่วย) หรือ 120Hz ไม่เปิด Raytracing
  • RTX 4070 Ti เห็นว่าเป็นรุ่น 4080 ตัวล่างเดิมที่โดนด่าเลยเปลี่ยนชื่อเป็น 4070 แต่ถึงจะเป็นรหัส xx70 ก็แรงกว่า 3090 Ti ในรุ่นที่แล้ว ตัวนี้จุดที่น่าจะเหมาะเลยคือจอ 1440p (QHD) เปิด Raytracing ได้ 60fps (ไม่ใช้ DLSS) และไม่เปิด Raytracing เล่นได้เกือบ 120fps
  • RTX 4070 เฉยๆ เพิ่งออกไม่กี่วันมานี้ แรงประมาณ 3080 เดิม ซึ่งถ้าบวกกับ DLSS 3.0 ก็พอใช้ได้และกินไฟน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • RTX 3090 Ti เป็นรุ่นท็อปของ generation ที่แล้วหรือ 30 Series ซึ่ง 4070 Ti แซงตัวนี้ไปแล้วทั้งราคาและประสิทธิภาพ ขาดอย่างเดียวคือ 4070 จะได้แรมการ์ดจอแค่ 12GB ส่วน 3090 ได้แรมการ์ดจอถึง 24GB (ปัจจุบันแรมการ์ดจอ 8GB ก็เพียงพอ แต่ Resident Evil 4 Remake ก็เริ่มใช้ประมาณ 15GB แล้ว)
  • RTX 3060 ในตอนนี้การ์ดจอตัวล่างของ 40 series ยังไม่ออก การ์ดจอราคาระดับต่ำกว่า 2 หมื่น ที่ซื้อได้ในตอนนี้ก็จะเป็น 3060 หรือ 3050 ซึ่งถ้าเล่น 1080p เปิด raytracing พร้อม DLSS แล้ว 3060 ก็ยังพอเล่น 60fps ได้อยู่ หรือไม่ raytracing ปรับสุด 1440p 90Hz ก็ไหว
  • GTX 1660 Ti ในระดับราคาเฉียดหมื่นรุ่นที่จะได้ก็คือรุ่นนี้ ซึ่งซีรีส์ 16 นั้นออกมาทิ้งท้ายเหมือนเป็นรุ่นล่างให้กับ RTX 20 series โดยรุ่นที่เป็น GTX จะไม่สามารถใช้ raytracing ได้ และรุ่นนี้แรมจะได้แค่ 6GB (อย่างที่บอกว่าเกมสมัยนี้ปรับสุดต้อง 8GB แล้ว) สำหรับเกมใหม่ๆ อาจจะปรับภาพสุดใน 1080p ไม่ได้แล้ว

ถึงจะเกือบ 10 ปีแล้วที่ Retina Display วางตลาด แล้วแต่ Linux ก็ยังไม่รองรับจอ HiDPI สักเท่าไร (จอที่ resolution สูงๆ จนฟอนต์อ่านไม่เห็นต้องขยาย UI ให้มันดูปกติ) โดยเฉพาะถ้าแต่ละจอต้องตั้ง scaling ผสมกัน ดังนั้นผมเลยยังคิดว่าจะใช้ 1080p ต่อไปเรื่อยๆ ก่อนดีกว่าถูกบีบให้ใช้ Linux configuration ที่มันใช้ HiDPI ได้แต่ใช้งานไม่คล่องมือ

AMD

เดิมทีการ์ดจอของ AMD เป็นยี่ห้อ ATi แล้ว AMD ไปซื้อมา สมัย ATi ก็มีชื่อเสียใน Linux พอสมควรว่า driver ใช้งานยุ่งยาก แต่ก็ได้ยินว่าสมัยนี้ดีขึ้นแล้ว

AMD นี่ผมไม่ค่อยมีข้อมูลเลยเพราะว่า NVIDIA มันเร็วกว่า มันมี CUDA และราคามันก็ใกล้ๆ กับ NVIDIA แล้วจะซื้อยี่ห้ออื่นทำไม…

Intel Arc

Intel ปกติทำแต่การ์ดจอในซีพียูแล้วมันก็เล่นเกมได้ไม่ค่อยดี แต่อยู่ดีๆ เมื่อปีที่แล้ว Intel ก็อยากออกการ์ดจอแยกแข่งกับ NVIDIA ซะอย่างนั้น

ปัจจุบันการ์ดจอ Intel มี 2 รุ่นที่คนเขายังอยากขายกันคือ A750 และ A770 ซึ่งการตั้งราคาของ Intel ก็เหมือนว่าเอาราคาคู่แข่งมาแล้วดูว่าห่วยกว่าเขาเท่าไรก็ลดราคาไปเท่านั้น ซึ่งราคา A770 ตอนนี้ก็เรียกว่าหมื่นนิดๆ เท่านั้น

ปัญหาของการ์ดจอคือ driver เป็นเรื่องสำคัญมากๆ จะเห็นว่าเวลาเกมดังออกใหม่มักจะมี driver ที่รองรับเกมนั้นๆ ออกมาด้วย เพราะว่าหลายๆ เกมเขียนมาไม่ดีแล้วกลายเป็นภาระของ driver ที่มันไปแอบแก้เกมให้รันได้ดีขึ้น (ถ้าทำกับเกมก็บอกว่ายี่ห้อนี้ดี แต่ถ้าไปทำแบบเดียวกันกับ benchmark ก็บอกยี่ห้อนี้โกง…)

ทีนี้พอ Intel เป็นผู้เล่นใหม่ สูตรโกงต่างๆ ตรงนั้น Intel ไม่มี ก็ต้องค่อยๆ ไล่ตามไปแต่ว่าเกมมันมีเป็นหมื่นๆ เกม ก็น่าจะยากหน่อยสำหรับคนที่ชอบเล่นเกมเก่า

อีกปัญหาหนึ่งคือคนเขียนเกมจะใช้ชุดคำสั่ง DirectX ในการเขียนเกม ซึ่งก็มีหลายเวอร์ชั่นและ Intel ก็ต้องไปไล่ตามเขียน driver ให้รองรับทุกเวอร์ชั่น ซึ่งวิธีที่ Intel ใช้ก็คือมันมี library ในเน็ตอยู่แล้วที่แปลง DirectX เก่าให้เป็น DirectX 12 เขาก็เอาอันนั้นมารวมใน driver เลย ผลที่ตามมาคือมันจะกิน CPU เพิ่มอีกนิดหน่อยที่จะต้องแปลงคำสั่งแบบนี้ แต่ผมคิดว่าท่านี้ในระยะยาวมันจะดีนะ เพราะว่ายี่ห้ออื่นๆ ถ้าเล่น DirectX 6-8 ที่มันเก่ามากๆ เดี๋ยวนี้ก็อาจจะเล่นไม่ได้แล้ว ก็ต้องใช้ท่านี้เหมือนกัน ถ้า Intel ไปปรับปรุงตรง open source นี้แล้วมันเร็วกว่าค่ายอื่นได้ ค่ายอื่นก็สามารถเอาไปใช้ได้เลยหรือผู้เล่นจะเอาไป mod เองก็ได้

ปกติผมจะเล่นเกมเก่า ไม่ค่อยเล่นเกมใหม่มาก แต่ถ้าชั่งน้ำหนักกับเวลาทำงานว่า Intel ทำ Linux driver ดีที่สุดในทุกค่าย และในตอนนี้ Intel ก็ขายราคาตัดคู่แข่งอยู่ ผมก็คิดว่าอยากซื้อ Arc มาใช้ถึงมันจะมีข้อเสียกว่ายี่ห้ออื่นชัดเจน แต่ว่า Arc ปัจจุบันทำแต่รุ่นกลาง ยังไม่มีตัวท็อป โดยที่ A770 นั้นแรงอยู่ระหว่าง NVIDIA RTX 3060 – 3070 (หรือก็ใกล้ๆ กับการ์ดจอปัจจุบันผมคือ NVIDIA GTX 1080 คือซื้อมาเครื่องก็ไม่เร็วขึ้น) และรุ่นถัดไปของ Arc ก็คาดว่าอาจจะออกปลายปีนี้หรือปีหน้าเลยทีเดียว

Power Supply

Power Supply คิดว่าจะยังไม่ซื้อตัวใหม่ เพราะว่าเพิ่งซื้อ Seasonic Focus GM 750W มาไม่ถึงปี รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ดีมีหลายยี่ห้อเอาไป OEM แต่ว่า 750W ก็จะเป็นตัวจำกัดเพราะว่าพอใส่ i9 แล้วการ์ดจอจะใส่ได้สุดๆ ไม่เกิน RTX 4070 Ti

เวลาผมเลือก Power Supply จะไปดู PSU Tier list ที่สรุปรีวิว PSU มาแบ่งเป็น Tier ต่างๆ ซึ่งก็เป็นเว็บที่ผมใช้มาตั้งแตตัวดั้งเดิมของเครื่องจนถึงเปลี่ยนตัวใหม่ในครั้งนี้

สำหรับการเลือก PSU สิ่งที่ควรจะพิจารณาคือ

  • ความสามารถในการจ่ายไฟกี่ Watt ซึ่งควรจะต้องมากกว่าการกินไฟของเครื่อง วิธีที่ผมชอบใช้งานคือกรอกสเปคเครื่องลงไปในเว็บ pcpartpicker.com แล้วมันจะคำนวณให้ว่าใช้ไฟประมาณเท่าไร ทั้งนี้ควรจะเผื่อไว้อีกสัก 100W ไม่ควรจะเลือก PSU ที่พอดีเป๊ะ
    • เวลา load สูงขึ้น efficiency ของ PSU จะลดลง ถ้าคิดว่าจะใช้งานหนักๆ เป็นประจำควรเลือก PSU ที่โหลดเต็มแล้วยังไม่เกิน 80% ของความสามารถจ่ายไฟของ PSU
  • สัญลักษณ์ 80 Plus จะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของ PSU โดยอาจจะมีสร้อยต่อท้าย Bronze, Silver, Gold, Platinum, Titanium ยิ่งมากก็ยิ่งประสิทธิภาพสูง อันนี้จะมีติดหน้ากล่องเป็นส่วนมาก มองหาได้ง่ายกว่าไปดูรีวิว
  • สายต่อด้านหลังจะมีแบบ non-modular คือถอดสายไม่ได้, semi-modular คือถอดสายได้บางเส้น และ fully modular คือถอดสายได้ทุกเส้น แน่นอนว่าแบบถอดสายได้จะราคาแพงกว่า แต่ช่วยทำให้จัดสายง่ายขึ้นเพราะ PSU มีสายเยอะที่สุดในเครื่อง
    • กรณีสายถอดได้ควรระมัดระวังในการเปลี่ยนสายข้ามรุ่น ข้ามยี่ห้อ หรือใช้สายโม เพราะว่าช่องเสียบด้านหลัง PSU ไม่มีมาตรฐานกลาง (บางยี่ห้ออาจจะมีมาตรฐานภายในยี่ห้อนั้นๆ ใช้ข้ามรุ่นได้) ถ้าเสียบสายผิดรุ่นอาจจะทำให้เครื่องเสียหาย ถ้าต้องการโมสายควรจะเลือกยี่ห้อที่หาสายโมตรงรุ่นได้ง่าย
  • การจ่ายไฟแบบรางเดี่ยว (single rail) หรือหลายราง (multi rail) บางคนอ้างว่าแบบหลายรางมีความปลอดภัยมากกว่าเพราะกระจายโหลดไประหว่างราง แต่ Corsair ก็อ้างว่าไม่มีความแตกต่างกกันในด้านความปลอดภัย บางคนบอกว่าแบบหลายรางถ้าใช้ไฟมากๆ อาจจะจ่ายไฟไม่ไหวเมื่อเทียบกับว่ามีรางเดียวไปเลย และ PSU ส่วนมากในเวลานี้ก็จะเป็นแบบรางเดี่ยวหรือบางรุ่นสามารถสลับได้ทั้งสองแบบ (เช่น be quiet! Dark Power 12)
  • เสียงรบกวน มีทั้งเสียงจากพัดลม (บางรุ่นถ้าไม่ร้อนพัดลมไม่เดินเลย) และเสียงคอยล์หอน (ซึ่งไม่ควรจะมี)
  • ATX 3.0 เป็นมาตรฐานใหม่ซึ่งทำให้จ่ายไฟการ์ดจอ 600W ได้ด้วยสายเส้นเดียว (เดิมต้องใช้ 2) ในขณะที่เขียนนี้มีข่าวว่าถ้าสาย 600W อันนั้นมันหลวมมีโอกาสที่สายจะละลายได้ และ PSU ATX 3.0 เองยังมีวางขายไม่กี่ยี่ห้อ ตอนนี้เลยอาจจะแนะนำให้รอดูอีกสักหน่อย
  • ความยาวของ PSU ควรจะใส่พอดีกับเคสได้ เนื่องจากบางเคสอาจจะใช้พื้นที่ด้านหลังวางของอย่างอื่นอีก เช่นพัดลมหรือ hard disk
    • PSU แบบ SFX จะเป็นรุ่นขนาดเล็กสำหรับเคสเล็กๆ ถ้าไม่จำเป็นควรจะซื้อแบบ ATX ปกติจะหาของดีง่ายกว่า และไม่ควรใช้ SFX แบบ 850W ขึ้นไป
  • PSU บางรุ่นเสียบไฟ 110V ไม่ได้ ส่วนมากรุ่นดีๆ จะเสียบทั้งไฟ 220V และ 110V ได้ในตัวเดียวกัน ถ้าใช้ภายในประเทศอย่างเดียวไม่น่าจะมีปัญหา

SSD

สำหรับ SSD ในเครื่องนี้ไม่ได้จะซื้อใหม่ ดูแล้วสถานการณ์ SSD ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรและยังไม่มีเหตุผลจะซื้อใหม่ ก็เลยใช้ Samsung 970 EVO Plus ต่อไป

สถานการณ์ SSD ในขณะนี้คือ Samsung เป็นเจ้าตลาด SSD มานานเนื่องจากมีโรงงานชิพของตัวเอง ทำให้ขายราคาแพงกว่าเจ้าอื่นๆ ได้ แต่ว่า Samsung ก็ไม่ได้ perfect เสมอไป มีบางรุ่นที่แย่มากๆ ทำข้อมูลหาย เช่น 840 EVO และรุ่นล่าสุดคือ 980 Pro ซึ่งเขาก็ไม่ได้เรียกคืนแต่ออก firmware update เข้ามาแก้ทั้งสองรุ่น เรียกว่าจะซื้อต้องติดตามข่าวให้ดีๆ ก่อน

ในอดีตนั้น SSD จะจัดเก็บข้อมูลเป็นชั้นๆ ชั้นเดียวเรียกว่า SLC (Single Layer Cell) ปัจจุบันไม่มีขายแล้วนอกจากในงาน industrial, สองชั้นเรียกว่า MLC (Multi Layer Cell), สามชั้นเรียกว่า TLC และสี่ชั้นเรียกว่า QLC (Quad Layer Cell) และเข้าใจว่ามีการซ้อนแบบใหม่ที่เปลี่ยนแกนไปทำให้ทำชั้นได้จำนวนมากๆ พอชั้นมากขึ้นความจุก็มากขึ้นทำให้ SSD ราคาถูกลง แต่ว่าความเสถียรก็น้อยลงไปด้วย สมัยก่อน SSD Samsung รุ่น Pro ที่ใช้ MLC จะมาพร้อมกับประกัน 10 ปีซึ่งไม่มียี่ห้ออื่นประกันให้ขนาดนี้

ต่อมาตอนผมจะซื้อ 970 EVO Plus ก็ปรากฏว่า Samsung เพิ่งเปลี่ยนเงื่อนไขประกันในรุ่นนั้น โดยรุ่น Pro ที่เป็น MLC ประกันเหลือ 5 ปีเท่าๆ กับรุ่น EVO Plus ที่เป็น TLC ผมก็เลยรู้สึกว่านอกจากความเร็วเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีเหตุผลจะซื้อรุ่น Pro เพราะอายุการใช้งานเขาก็ประกันเท่ากันแล้ว

ปัจจุบัน Samsung 980 Pro ที่ข้อมูลหายเป็นรุ่นแรกของ Pro ที่เป็น TLC แปลว่าต่อไปนี้ MLC ตายเรียบร้อยเพราะ Samsung คือเจ้าสุดท้ายที่ขาย MLC SSD ถ้ายังอยากได้คงต้องซื้อของเกรด industrial เท่านั้น

จริงๆ ตอนนี้ยังพอจะหาซื้อ 970 Pro ที่เป็น MLC ได้อยู่ แต่ Speed อยู่ที่ 3,500MB/s ในขณะที่ยี่ห้ออื่นทำได้ 5,000 – 7,000MB/s แล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเวลา disk เต็มแล้วยังจะทำได้เร็วตามที่เขียนหรือเปล่า (SSD เวลาที่เหลือเยอะๆ มันจะกระจายข้อมูลเพื่อให้ทำตัวเหมือนเป็น SLC แต่พอที่ใกล้เต็มมันจะเล่นตุกติกไม่ได้ ถึงจะโชว์ประสิทธิภาพที่แท้จริงออกมา) อาจจะต้องไปหา benchmark อ่านเพิ่มเติม

ปัญหาต่อมาคือ SSD นั้นใช้ชิพ memory และ controller ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตเจ้าอื่นที่ไม่ใช่ยี่ห้อที่เราเห็น ผู้ผลิตสินค้าเค้าแค่ซื้อชิพมาใส่ ปัญหาก็คือพอชิพมันขาดแต่เขาไม่อยากให้ของขาด เขาก็จะเอาชิพอื่นมาใส่ แต่ว่าชิพใหม่มันอาจจะไม่เทียบเท่าชิพเดิมเสมอไป

ยี่ห้อหนึ่งที่เคยทำก็คือ Kingston SSDNow V300 ซึ่งหลังจากวางขายไปก็เปลี่ยนชิพ SSD เป็นตัวที่ช้าลง ทำให้เวลาดูรีวิวในเน็ตก็จะได้ข้อมูลเท็จ ผมเคยใช้รุ่นนั้นอยู่ พอทราบข่าวผมก็แบนเลิกซื้อ Kingston SSD ถาวร แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้นเพราะในความจริงแล้วอีกหลายยี่ห้อ เช่น WD, Adata หรือแม้แต่ Samsung 970 EVO Plus ที่ผมใช้อยู่ก็ทำแบบนี้กันทั้งหมด บางยี่ห้ออาจจะเปลี่ยน model number เล็กน้อย แต่ไม่ได้เปลี่ยนชื่อรุ่นการตลาด (เวลาไปซื้อหน้าร้านจะมีใครนั่งเช็ค model number ทุกตัวอักษร หรือบางทีมันไม่มีเขียนบนกล่องด้วยซ้ำ ต้องแกะมาเช็คในคอมเท่านั้น)

ก็รู้สึกว่ายี่ห้อที่ไว้ใจได้นับวันมันจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ คือถ้าเปลี่ยนไส้แล้วเอาของดีกว่ามาใส่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร หรือทำให้ถูกต้องก็คือทำเป็น rev 1 rev 2 ไปเลยเพื่อให้คนซื้อรู้ว่าจะได้ของแบบไหน

ตอนนี้สำหรับ SSD ก็คาดหวังว่าอยากให้ sk hynix เข้ามาทำตลาด เพราะเป็นอีกเจ้าที่มีโรงงานชิพของตัวเองและยังใหม่อยู่ เท่าที่รู้ยังไม่มีชื่อเสีย

Harddisk

Harddisk ก็ยังไม่รู้สึกว่าต้องซื้อเพิ่ม ตัวที่ใช้อยู่ใช้ WD Black 7200RPM 1TB ก็พอแล้ว และผมรู้สึกว่าแรมผมเยอะมากๆ เวลาใช้งานจริงๆ data ใน harddisk โหลดครั้งนึงมันเข้าไป cache อยู่ในแรมได้นานมากๆ (เช่นเล่นเกมแล้วไปกินข้าว กลับมามันโหลดเร็วมากๆ) เลยทำให้ไม่จำเป็นต้องไปใส่ SSD แต่ก็ไม่แน่ว่าเกม AAA เดี๋ยวนี้มันไฟล์ 30-40GB แผนนี้อาจจะเอาไม่อยู่ก็ได้

สำหรับการเลือกซื้อ harddisk จุดที่ควรจะมองคือความจุ อัตราการหมุน และ use case โดยแต่ละยี่ห้อจะเป็นดังนี้

WD

  • Green สีเขียว คือตัวล่าง ตอนนี้น่าจะมีเฉพาะ SSD
  • Blue สีน้ำเงิน คือรุ่นใช้งานทั่วไป
  • Black สีดำ เป็นสำหรับเล่นเกม มี cache เยอะ ผมใช้งานมาก็รู้สึกว่าต่างกับ WD Blue พอสมควร และแรมผมเยอะด้วย เล่นเกมใส่ WD Black ฟีลไม่ค่อยต่างกับ SSD มากยกเว้นเกมที่ใช้ texture streaming จะเห็นมันโหลดชัดเลย ส่วนเกมออนไลน์โหลดเร็วกว่าก็ต้องรอคนช้าอยู่ดี
  • Red สีแดง เป็นรุ่นสำหรับ NAS ที่ผมใช้งานอยู่ข้อสังเกตที่ชัดคือมันเสียงดังกว่า Blue กับ Black มาก และความเร็วไม่สูงอยู่ที่ 5,400rpm เท่านั้น เวลาอ่านไฟล์ก็มี read latency อย่างเห็นได้ชัด
  • Purple สีม่วง สำหรับกล้องวงจรปิดที่ต้องเขียนตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
  • Gold สีทอง และ Ultrastar สีขาว สำหรับ data center

Seagate

  • Barracuda สีเขียว สำหรับใช้งานทั่วไป
  • Firecuda สีส้ม สำหรับเล่นเกม
  • Ironwolf สีแดง สำหรับ NAS
  • Skyhawk สีฟ้า สำหรับกล้องวงจรปิด

ข้อควรระวังในการซื้อ harddisk คือปัจจุบันความจุของ disk มากขึ้นทำให้ผู้ผลิตต้องหาวิธีเพิ่มความจุ หนึ่งในวิธีนั้นคือ SMR ซึ่งจะเขียนข้อมูลแบบขี่กันทำให้ความจุเพิ่มขึ้น แต่ว่าเวลาแก้ไขข้อมูลต้องเขียนทับตรงที่ขี่กันทั้งหมดทำให้ประสิทธิภาพการเขียนแย่ ในตอนนั้นผู้ผลิต Harddisk ก็แอบสอดไส้กันมาทุกเจ้า และถูกจับได้ ทำให้ปัจจุบันผู้ผลิตเริ่มมีการระบุเทคโนโลยีไว้ใน spec แล้ว จึงควรจะตรวจสอบว่าเป็น CMR ไม่ใช่ SMR ก่อนซื้อ คร่าวๆ ในตอนนี้ก็คือรุ่นพื้นฐานที่ไม่ใช่ Pro หรือรุ่นที่เป็นรุ่นท็อปอยู่แล้วมักจะเป็น SMR ไปหมดแล้ว และ harddisk notebook ทั้งหมดเป็น SMR อย่างไม่มีทางเลือก

Case Fan

กลับมาที่เรื่องระบบระบายความร้อนอีกครั้ง 555 เนื่องจากพอมีงบเหลือ และกลัวเครื่องจะไม่เย็นพอเลยคิดว่าจะต้องติดตั้งพัดลมในเคสเพิ่มด้วย

การติดตั้งพัดลมในเคสนั้นจะมีจุดติดตั้งได้แก่

  • ด้านฝาหน้า สำหรับนำอากาศเข้า
  • ด้านบน (เฉพาะบางรุ่น) เนื่องจากอากาศร้อนจะลอยขึ้น บางคนก็เลยจะติดพัดลมด้านบนด้วยเพื่อนำอากาศออก
  • ด้านล่าง ไม่ค่อยมีคนติดตั้งกันเนื่องจากมันจะดูดฝุ่นที่พื้นเข้ามาในตัวเครื่อง บางแหล่งข้อมูลก็บอกว่าด้านล่างมีการ์ดจอติดตั้งที่มีพัดลมอยู่แล้วจึงไม่ควรไปรบกวน Airflow แต่ก็มักจะเห็นคนใช้ชุดน้ำการ์ดจอติดพัดลมด้านล่างเพื่อความสะดวก
  • ด้านหลังบน เป็นจุดติดตั้งพัดลมออกทั่วไปที่นิยมติดตั้งที่สุด
  • ด้านหลังล่างบริเวณช่อง PCI ที่ไม่ใช้งาน อาจจะติดตั้งได้ (ไม่แน่ใจว่าขึ้นอยู่กับเคสหรือไม่เพราะว่าเคส North ที่ใช้นั้นสามารถติดตั้งได้)
  • ด้านข้าง เห็นว่าในอดีตเป็นที่นิยมกันก่อนที่การ์ดจอจะกินไฟมากเท่าปัจจุบัน ปัจจุบันน่าจะติดตั้งไม่ได้แล้ว ของเคส North เหมือนเป็นการฟื้นฟูเทคนิคนี้กลับมา เนื่องจากผมไม่ค่อยมีข้อมูลและพัดลม CPU เองก็ไม่สามารถติดตั้งพร้อมกับฝาข้างได้ จึงเลือกจะไม่ติดตั้งพัดลมข้าง
  • อย่าลืมว่าพัดลมของ Power Supply นั้นก็นับเป็นพัดลมดูดอากาศที่ติดตั้งกับตัวเคสอีก 1 ตัว

หลักการติดตั้งพัดลมนั้นต้องคำนึงในเรื่องของ Airflow โดย LTT ได้ทดลองติดตั้งพัดลมรูปแบบต่างๆ แล้วเปิดเครื่องไว้ในห้องที่กำลังก่อสร้าง 1 ปี ได้ข้อสรุปดังนี้

  • เคสแบบความดันลบ คือพัดลมทั้งหมด เป่าออก จากตัวเครื่องจะทำให้อากาศเข้าไปในตัวเครื่องตามจุดต่างๆ ที่ไม่มีพัดลม เช่นช่อง PCI ต่างๆ หรือด้านล่างของตัวเครื่องที่นำฝุ่นจากพื้นเข้ามาด้วย แต่เนื่องจากพัดลมด้านบนและด้านหลังเป่าออกจาก CPU ทำให้พัดลม CPU ไม่ค่อยมีฝุ่นเท่าไรนัก
  • เคสแบบความดันบวก คือพัดลมทั้งหมด เป่าเข้า หาภายในตัวเครื่องทำให้ฝุ่นภายในตัวเครื่องเยอะมาก
  • เคสแบบสมดุล คือมีพัดลมเป่าเข้าด้านหน้า 2 ด้านล่าง 2 (ทั้งหมดมีแผ่นกรองอากาศ) และพัดลมเป่าออกด้านหลัง 1 ด้านบน 1 มีฝุ่นปานกลาง

ดังนั้นในเรื่องฝุ่น การจัดพัดลมจึงควรทำให้มีพัดลมเป่าเข้า – ออกที่สมดุลกันและควรเป่าเข้าผ่านแผ่นกรองอากาศเพื่อลดฝุ่น ในด้านล่างอาจจะติดตั้งพัดลมเป่าออกเพื่อไม่ให้ฝุ่นบนพื้นเข้ามาในตัวเครื่อง

เนื่องจากเคสที่เลือกมีพัดลมแถมให้ด้านหน้าแล้ว 2 ก็เลยมีความคิดว่าจะติดตั้งพัดลมด้านหลังอีก 1 เพื่อระบายอากาศออก ในการเลือกพัดลมเคสนั้นจะแตกต่างกับพัดลม CPU โดยพัดลม CPU และพัดลมหม้อน้ำจะเน้นแรงลมมาก แต่พัดลมเคสจะเน้นปริมาณลมมากกว่า

สำหรับพัดลมเคสตามรีวิวแล้ว รุ่นที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดคือ Phantek T30 แต่ว่าเท่าที่หาซื้อยังไม่มีขาย และรุ่นนี้โกงนิดหน่อยคือความลึก 30 มม. ต่างจากยี่ห้ออื่นที่ความลึก 25 มม. และยังหาซื้อไม่ได้ ก็เลยยังเลือกใช้ Noctua NF-A12x25-PWM chromax.black โดยรุ่นนี้ Noctua บอกว่าถึงมันจะเก่งด้านลมอัดสำหรับ heatsink แต่เอาไปติดพัดลมเคสแรงลมก็ใช่ย่อย ใช้งานได้ดีทั้ง 2 รูปแบบในตัวเดียว (รุ่นที่เน้นแรงลม NF-S12 ร้านที่ผมซื้อไม่มีขายมีแต่รุ่น redux)

ตอนแรกจะใส่พัดลมแค่ด้านหลังอย่างเดียว แต่คิดว่าใส่ด้านบนหลังอีก 1 ตัวน่าจะดี ส่วนด้านบนหน้าไม่แน่ใจเรื่อง Airflow เลยไม่ได้ใส่

PC Spec

รวมๆ แล้ว เครื่องใหม่ของผมสเปคดังนี้

Part Brand Model ราคา
CPU Intel i9-13900KS 27,850
CPU Cooler Noctua NH-U14S 3,820
CPU Fan Noctua NF-A15 PWM 1,350
Case Fan Fractal Design 2x Aspect 14 PWM แถมกับเคส
Case Fan Noctua 2x NF-A12x25 PWM chromax.black 2,980
Mainboard Gigabyte Z790 AERO G 13,990
RAM G.Skill Trident Z5 RGB 32GB 5600 CL36 Black 7,890
GPU Palit GT1080 8GB ของเดิม (ราคาซื้อมามือสอง 10,000)
SSD Samsung 970 EVO Plus 500GB ของเดิม (ราคาซื้อ 3,590)
HDD WD Black 1TB ของเดิม (ราคาซื้อ 2,450)
PSU Seasonic FOCUS 750w ของเดิม (ราคาซื้อ 3,790)
Case Fractal Design North Charcoal Black Mesh 5,790
รวม 63,670
รวมของเดิม 83,500

ประกอบที่ร้าน Autonet เซียร์รังสิต (ร้านที่มีเคส Fractal Design มีไม่เยอะ ถ้ารวมกับ Noctua ด้วยนี่หายากมากๆ เลย)

จริงๆ ดูคนประกอบคอมตัวละแสนมาเยอะ ก็อยากได้คอมตัวละแสนนะ 555 จริงๆ ถ้าใส่ 4070 Ti ก็ถึงแสนแล้ว บอกแล้วว่าการ์ดจอเดี๋ยวนี้แพงจริงๆ

รีวิว

ถ้าแยกทีละชิ้น ก็ประมาณนี้

CPU

คำถามของ CPU ที่น่าจะมีคนอยากรู้มากคือไม่ใส่ชุดน้ำเอาอยู่มั้ย จากที่ทดสอบมันวิ่งแตะ 6GHz ได้ประมาณ 1-2 วินาที หลังจากนั้น CPU ก็ 100 ค้าง จ่ายไฟอยู่ที่ 223W จะใส่พัดลมเพิ่มก็ได้มาอีกแค่ 5W

แต่เวลาใช้งานจริงๆ ยังนึกไม่ออกเลยว่า workload อะไรที่ใช้ CPU เยอะขนาดนั้น เท่าที่ทดลองมาคือ 3DMark CPU test รันปกติยังไม่แตะ 100 ก็จบแล้ว, เล่น Transport Fever 2 แมพที่เคยเล่นจบไปแล้ว เกมก็ลื่นดี CPU นี่ชิลมากๆ, เล่น Fallout 4 เซต iNumHWThreads=16 ก็ใช้ P core อย่างเดียวไม่ใช้ hyperthreads หรือ E core ด้วยซ้ำ (ถ้าไม่เซตมันจะใช้ 1 core แล้วเกมกระตุกมาก แกว่ง 30-60fps เลย), Starcraft 2 Coop (Stukov/Kerrigan) ก็ใช้ 2 core วิ่งประมาณ 4.8-5GHz สบายๆ เกมอื่นๆ ยังนึกไม่ออกว่ามีเกมอะไรที่เล่นแล้ว CPU หนักๆ เพราะ Factorio ก็ไม่ค่อยได้เล่นแล้วหรือเล่นไปก็ไม่ถึง late game แล้วเบื่อก่อน ส่วนเกมใหม่ๆ จะทดสอบก็จะคอขวดที่การ์ดจอเสียมากกว่า

ที่น่าสนใจคือต้องใช้ Windows 11 ถึงจะมี Intel Thread Director ซึ่งจากที่ลองแบบไม่ได้ดูละเอียดอะไรก็สังเกตว่า Fallout 4 ใน Windows 10 มันเลือก core กับ hyperthread มารัน แต่ใน Windows 11 มันพยายามรันบน core จริงมากกว่า hyperthread

สำหรับการทำงาน ลอง compile eye of mate ด้วย ninja ที่ทำค้างไว้อยู่ก็ clean build เสร็จภายใน 2 วินาทีอยู่แล้ว

ส่วน Synthetic benchmark ที่ผมสนใจคือ OpenBenchmarking รันใน Docker (ของเดิมรันก่อนอัพเกรดเครื่อง จะใช้ OS เดียวกัน kernel เดียวกัน) ซึ่งน่าจะตรงกับ use case ที่ใช้งานอยู่

ถ้าสรุปผลจาก benchmark ต่างๆ แล้วก็ประมาณนี้

Task i9-13900KS i5-6500
3DMark Time Spy 8,494 6,381
3DMark Fire Strike 21,051 14,676
3DMark CPU Test (max threads) 16,414
Hitman 3 Dartmoor (Vsync) 60FPS 19FPS
Compile Linux Kernel (all module) 7m57s 1h24m26s
Compile Node.js 19.8.1 4m16s 43m42s
Compile CPython 3.10.6 Release 3m25s 8m24s
Compile GCC 8m50s 41m52s
zstd compress lv 19 20.5MB/s 6.27MB/s
HPC Challenge G-HPL 55.34 GFLOPS 102.15 GFLOPS

ก็เรียกได้ว่าเครื่องใหม่ CPU เร็วกว่าเครื่องเก่ามากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว ที่น่าสนใจคือ HPC Challenge ซึ่งมี regression พอสมควรหายไปกว่าครึ่ง (i9 ทดสอบ 3 ครั้ง ±0.05, i5 ทดสอบ 9 ครั้ง ±2.65) เทสนี้เป็นตัวทำเครื่องร้อนมากๆ ผมเดาว่ามันอาจจะใช้ AVX2 แต่ตัวเก่าไม่มี AVX2 แล้ว SSE อาจจะเร็วกว่า

Case

Fractal Design North นี่สวยมากๆ แต่ว่าบ้านไม่สวย ถ่ายแล้วดูเฉยๆ ไม่สวยเลย…

เคสนี้จัดไฟ RGB ก็เข้านะ ทำสีส้มให้กลืนไปกับเคสสวยมากๆ และเข้ากับพัดลม Noctua สีเดิมด้วย แต่มันอาจจะดูร้อนเพราะไฟจะเป็นสีส้ม โทนร้อน

ข้อที่รำคาญของเคสนี้คือน๊อตน่ารำคาญมากๆ จะใส่จะถอดแต่ละทีรู้สึกว่ากำลัง strip เกลียวมันอยู่ ในขณะที่ฝาบนไม่มีน๊อต ถ้าเผลอยกตรงนั้นก็สไลด์ออกเลย บางทีจะทำอะไรผมก็รำคาญถอดฝาบนทิ้งก่อนเป็นอย่างแรก ฝาข้างก็รู้สึกว่าเคส Cooler Master อันเก่าถอดใส่ง่ายกว่าพอสมควร

Fan hub ของเคสมีประเด็นว่าต้องใส่พัดลมที่ช่อง 1 ไม่งั้นมันจะมองไม่เห็นรอบในคอม ยกไปร้าน 2 ทีถึงจะมีคนรู้

พัดลมที่แถมมา (Aspect 14) เสียงดังมาก ถ้าเปิดสุดคือเสียงเป็น jet engine เลย ในขณะที่ Noctua แทบไม่มีเสียงที่ full load (ตอนนี้มีเสียงหอนตอนพัดลมเร่งอยู่ ยังหาไม่เจอว่ามาจากพัดลม Noctua หรือ PSU/VRM มันร้อง)

Heatsink Noctua NH-U14S มันจะติดพัดลมได้ 2 ตำแหน่งคือปกติ และยกสูงจะได้ไม่บังช่องแรม แต่ร้านลองแล้วยกพัดลมสูงแล้วติดเคส ปิดฝาไม่ได้ ไว้อัพเกรดแรมอาจจะลองดูว่ามันต้อง clip ตรงไหนกันแน่เพราะมันใส่ NH-D15 ได้นะ…

ฝาที่เป็น mesh ทำให้ออกแบบ airflow ยากเหมือนกัน เพราะลมจะถูกดูดจากด้านบนและข้างด้วย ตอนนี้เลยปล่อย fan ด้านหน้าข้างทั้งหมดว่างไว้ก่อน ส่วนลมร้อนทั้งหมดออกด้านหลัง ใช้แล้วด้านหน้าไม่ร้อน แต่รู้สึกว่าบ้านร้อนขึ้นนะ…

Mainboard

Bios Gigabyte ค่อนข้างน่ารำคาญ เจอปัญหาหลายๆ อันที่กวนใจอยู่

เรื่องที่หนึ่งคือ CPU Power Limit ใน bios ที่แถมมา (version F2) เขียน document ไว้ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่า Auto = เอาตาม Intel แต่ก็มีเมนู Off กับ Intel แต่พออัพเกรดเป็น version F6a แล้วเหมือนว่า Auto = Overclock และมีเมนู Intel 2 อัน อีกอันน่าจะคือ Intel + แถมนิดหน่อย

เรื่องที่สองคือ fan curve ที่เซฟไว้ พออัพเกรด BIOS แล้วเหมือน settings หายหมด

เรื่องที่สามคือ upgrade แล้วมันทำ EFI boot option หายเกลี้ยง มีแต่ default คือ scan default path ของ Windows อย่างเดียว…

เรื่องที่สี่คือมองไม่เห็น fan RPM ใน Linux วิธีแก้คือ

  1. เซต kernel cmdline acpi_enforce_resources=lax
  2. ลง it87-dkms-git จาก AUR
  3. Force load it87 ตอน boot ด้วย option ignore_resource_conflict=1

เรื่องที่ห้าคือใน Windows ต้องลง chipset driver เอง (Windows update ไม่เจอ) ซึ่ง Gigabyte แถม tool ใน EFI มาด้วยพอเปิด Windows แล้วมันจะมีหน้าต่างมาแนะนำให้ลง (แต่นั่นคือ firmware-level trojan ไง จะรู้มั้ยว่า tool มันไม่แอบ modify settings อะไรในเครื่องแบบ CompuTrace) ก็ยังดีว่ากดปิดใน BIOS ได้ แต่พอ upgrade BIOS แล้ว settings มันก็รีเซต

เรื่องที่หกไม่รู้ว่าเป็นที่ใคร แต่ว่า Windows ที่ย้ายเครื่องมามันงอแงแปลกๆ ใช้ bcdedit แก้อะไรไม่ได้เลย ทำให้ upgrade Windows 11 ไม่ได้ ก็เลยต้องลง Windows ใหม่ ก็ลงไม่ได้ด้วยสุดท้ายต้อง format partition ออกหมดเลย

เรื่องที่เจ็ดคือ LAN card ที่ให้มาคือ Intel I225-V ซึ่ง WinPE ของ Windows 11 ไม่มี driver พอลง Windows แล้ว first boot มาถึงหน้าที่ให้ต่อเน็ต มันจะมองไม่เห็นต้องเข้า command prompt ไปลง driver เองจาก flash drive

(ปัญหานี้ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่ซื้อคอมใหม่แล้วใช้ gen ล่าสุดมักจะมีปัญหานะ อย่างตอนซื้อ home server ที่เป็น AMD ก็เจอ wireguard ทำ kernel panic ต้อง flash bios ก่อน)