2017: A Year in Review

ปกติแล้วบล็อค Year in review จะ subtitle ด้วยท่อนของเพลงหวานขม แต่ดูเหมือนว่ามันจะจบท่อนฮุคแล้ว ก็พอดีกับ phase ใหม่ในชีวิต ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำธีมอะไรดี ปีนี้คงติดไว้แบบนี้ก่อน

สำหรับปีนี้ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่ดี ถ้าคิดว่า 2014 เป็นจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว ตอนนี้ก็คิดว่ากำลังเข้าไปแตะจุดนั้นอีกแล้วนะ

Graduation

เรียนจบแล้ว..

มันควรจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทั้งชีวิตก็อยู่ในระบบการศึกษามาตลอด แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ เราพบว่ามันเฉยๆ มาก ตอนฝึกงานครั้งแรกยังรู้สึกว่าตื่นเต้นกว่านี้อีก

ถ้ามีน้องสงสัยว่าเรียนจบรู้สึกยังไง สำหรับคนที่ได้งานก่อนเรียนจบแล้วบอกได้ว่ารู้สึกเหมือนปิดเทอมอ่ะ คือไม่มีเรียนแล้ว ว่าง…

ทีนี้ตอนเทอม 1 บอกพ่อว่าจบแล้วจะขอนอนอยู่บ้านสักสามเดือนก่อนแล้วค่อยไปทำงาน ก็ปรากฏว่าวงในรีบจับเราเซ็นสัญญาไว้เลยได้พักอยู่แค่เดือนเดียว ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตอนนั้นน่าจะขอ 3 เดือนจริงๆ นะ มีหลายๆ อย่างอยากทำที่มันไม่สามารถ commit เวลายาวๆ ได้อีกแล้ว

Work

หลังเรียนจบ มี startup หลายเจ้าพยายามแย่งตัวเราอยู่ แล้วเราเองก็ยื่นไปอีกที่หนึ่งด้วย คือไม่อยากอยู่วงในต่อด้วยเหตุผลเดียวว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานที่อื่น

แต่สุดท้ายก็ยังเลือกที่วงในอยู่ ด้วยหลายๆ เหตุผลว่า

  • บริษัทที่มาชวนคือทีมแทบจะตั้งไข่ แต่เราไม่ใช่ co-founder ก็จะมีสิทธิ์มีเสียงน้อยหน่อย และมีที่หนึ่งจากที่เคยรับงานเค้ามาแล้วก็พบว่า technical co-founder เค้าไม่ค่อยเก่งใน stack ที่เค้าใช้ ซึ่งผมก็บอกเค้าไปตรงๆ แบบนี้ว่าปัญหาเค้าอยู่ที่ co-founder เค้านะ ผมเข้าไปผมก็ไม่รู้จะแก้ให้ยังไง
  • ที่สำคัญคือหลายๆ ที่คาดหวังว่าเราจะ build team ที่ดีได้ ซึ่งถึงเราจะมีประสบการณ์ในคอมพิวเตอร์มาเยอะแล้ว แต่การทำงานกับผู้คนก็ยังเป็นสกิลที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ
    • นั่นสิ เลือกเด็กจบใหม่ไปนี่มีความคาดหวังอะไร? คิดว่าค่าตัวถูก? หรือว่าแค่เพราะดึงตัวง่ายกว่าคนมีที่ทำงานแล้ว
  • สุดท้ายพอเราไม่ไป ก็เหมือนว่าหลายๆ ที่ ก็ได้ทีมเกรด C มาซึ่งไม่รู้ว่าเค้าหาไม่ได้เลยต้อง compromise หรือว่าเค้าไม่สามารถให้ข้อเสนอดีๆ แบบที่เราได้กับทั้งทีมได้ (มีเทพในทีมไม่ได้แปลว่าจะอัพเกรดคุณภาพของทีมขึ้นมาเป็น A ได้เลย) ก็เริ่มคิดว่าคิดถูก
    • เป็นคำถามที่ย้อนถามตัวเองเหมือนกัน ถึงจุดนึงถ้าเราทำบริษัทเอง เราจะสร้างทีมที่ดีขึ้นมาได้ยังไง

พูดถึงวงในกันบ้าง

  • ตอนนี้เป็น Junior Architect ซึ่งมันเหมือนเราถูก promote จากตำแหน่งเดิมที่ทำ product ตอนฝึกงานมาแล้ว
    • ในบริษัทมี Junior คนเดียว แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ใน Dev team ก็นับว่าเป็น Senior
  • หลังเข้ามาวงในก็มีบริษัทอื่นๆ รวมถึง recruiter เมลมาอยู่บ้าง แต่ตำแหน่งนี่ก็ลงไปเป็นตำแหน่งธรรมดาๆ เช่น Frontend developer (แต่เราชอบเขียน Django มากกว่านะ), PHP developer (ว่าจะเอาภาษานี้ออกแล้ว ไม่ได้แตะมาหลายปี), DevOps (แต่เราเป็นคนออกข้อสอบ DevOps ของวงในนะ) ตอนนี้ก็เลยคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะมีตำแหน่งสูงกว่านี้มาให้
  • ทีมเราที่วงในดีมาก เวลาประชุมกันแล้วเหมือนคุยภาษาเดียวกัน
  • โอกาสเติบโตของเราที่วงในดีมาก เช่นเราโดนส่งไปพูดข้างนอกบ้าง เขียนบล็อคบ้าง

มีเพื่อนหลายคนถามอยู่ว่าเราจะอยู่วงในไปอีกนานเท่าไร เรายังไม่เห็นว่าจะออกไปหางานใหม่ทำไมตอนนี้ แต่ถ้ามีข้อเสนอที่ดีเข้ามาก็ค่อยว่ากัน

ที่กังวลอยู่เหมือนกันคือ career path เราจะไปทางไหน เพราะพอเริ่มงานที่ตำแหน่งแบบนี้แล้วมันจะชนเพดานเร็วมั้ย แล้วเราจะยังพยายามตามเทคโนโลยีได้แค่ไหน เพราะพอไม่ได้อยู่ในทีมเองก็ไม่ได้ตามอะไรเท่าไร ต้องไปหาประสบการณ์เองนอกเวลา โชคดีว่าช่วงนี้ยังไม่มีอะไรขยับเท่าไรนอกจากของที่มีแต่ hype

เกม

เดี๋ยวนี้พบว่าไม่มีเวลาเล่นเกมแล้ว ถึงจะเล่นเกมอยู่ทุกวันก็ตาม

คือปกติเล่นเกมจะเล่นแบบ single setting (รวดเดียวจบ) ถ้าเป็นไปได้ แต่ก็กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรต้องทำเยอะจนไม่สามารถทำแบบนั้นได้

ที่เล่นเกมอยู่นี่ก็จริงๆ ก็ควรจะทำอย่างอื่นนั่นแหละ

ตอนนี้คิดว่าตอนเช้าๆ จะต้องรอตึกเปิด เลยอาจจะซื้อ Nintendo Switch ไปเล่นดีมั้ย แต่บางวันก็ง่วงจริงๆ นะ เล่น Monument Valley ยังจะหลับคาจอ

ไอดอล

ภาพเต็มบล็อคแล้วไม่ต้องอัพใหม่ก็ได้

รู้สึกว่าไอดอลเป็นอีกสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต หลังจากอนิเมะ (ถึงจะยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ เหมือนตอนทำ CoreAnime ก็ตาม)

ปีนี้เราเห็นงานเดบิวท์ BNK48 ตามด้วย phase ที่ content ออกมาน้อยแล้วอยากได้อีก, การเปิดตัวของตู้ปลาที่ content overload แต่คุณภาพไม่ค่อยมี และสุดท้ายเราก็เลิกตามวงนี้ไป

ในขณะเดียวกันเราก็ไปเจอ Keyabingo 2 แล้วก็นั่งดูจนย้ายมาตาม Keyakizaka46 แทน

ความคาดหวังทีแรกคือเราน่าจะเลิกตามไอดอลหลังคันจิเคยากิแกรด ซึ่งก็คงอีกนาน แต่ถ้าแกรดเราว่าอาจจะไปทีเดียวหลายๆ คนเพราะเค้าสนิทกันมาก ถ้าจะให้ตามฮิรางานะเคยากิก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่หลังฮิรางานะรุ่น 2 เข้ามาแล้วก็หวั่นไหวอยู่เหมือนกัน ดูแต่รุ่น 2 ได้มั้ย…

สำหรับปีหน้ามีแผนว่าจะไปงานจับมือสักครั้งก่อนที่จะแกรด คิดว่าซิงเกิลหน้าต้องไปให้ได้แล้ว

TipMe

ทิปมีเป็นความสำเร็จแบบไม่คาดคิดที่ 2 หลังจาก project Kyou ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ

ปีนี้เว็บมีอะไรเจ๋งๆ เยอะมาก

  • มันทำให้เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของ marketing เพราะเว็บไม่ได้ทำการตลาดจริงจังเลย เป็น word of mouth ทั้งหมด ถึงจุดนึงอาจจะ flat line ได้ ตอนนี้ก็เริ่มใช้เงินบ้าง
  • มีคนบอกว่า Keep innovating or die ตอนช่วงกลางๆ ปีมารู้ตัวว่ามีคู่แข่ง ตอนนั้นเลยเข็น True Wallet ออกมา ทำแล้วก็โดนก๊อปไปไม่ถึงสามวัน (แต่เค้าทำ fee ถูกเท่าเราไม่ได้) ไปจนกระทั่งว่าเรา launch overlay เองแล้วก็เห็นเค้าเลิกขยับตัวไป ไม่รู้ว่าไม่ว่างทำต่อ หรือว่ายอมแพ้แล้ว
    • ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้ามีรายใหญ่กว่าเราเข้ามาเล่น เราจะไล่แซงเค้ายังไง หรืออาจจะต้องปล่อย เพราะ tech จะนำขนาดไหนก็แพ้งบ marketing มหาศาลอยู่ดี
  • อีกอันหนึ่งที่ปีนี้ได้ทำแล้วคือพยายามเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ เว็บเกิดมาเป็น mashup ง่ายๆ แต่ถึงเวลานึงก็พบว่าพอลูกค้ามีปัญหาจาก 3rd party เราบอกได้แค่ว่าไปคุยกับทางนั้นเอง ซึ่งไม่ดีเท่าไร รวมถึงว่าถ้าเค้ามีปัญหาทางเทคนิคเราแก้อะไรไม่ได้เลย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าต้องเลิกใช้ 3rd party ให้หมด ซึ่งเป็นงานหนักมาก ก็ยังพยายามไล่ทำอยู่แต่คงจะเป็นปี
  • เราเริ่มเข้าใจการลงทุนก็ตอนนี้ คือเว็บมันไม่เคยเข้าเนื้อเลย แต่พอจะขยายแล้วก็ไม่กล้าเอาเงินหลายๆ เดือนเข้ามาใช้ (เรามองว่ามันจะเจ๊ง) ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจและเริ่มลงทุนบ้างแล้ว
  • มีเรื่องที่ยังเล่าไม่ได้ด้วย ถ้ามันจบไปด้วยดีเราอาจจะบล็อคให้อ่าน ตอนนี้มีบล็อค TipMe Year 1 ค้างไว้อยู่ ยังไม่ได้เขียนต่อเลย

Conference

ปีนี้เริ่มมีคนมาชวนไปพูดงานต่างๆ แล้วดันออกมาติดกันช่วงปลายปีด้วยนะ

  • พี่เดียร์ Opstra ชวนไป GDG Cloud Bangkok พูดเรื่อง Kubernetes ที่วงใน รู้สึกว่าทำได้ดีมากๆ
  • สมาคมโปรแกรมเมอร์ก็ชวนไปงาน Codemania 110 ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติมากๆ เพราะงานนี้ไม่ได้เข้าฟรี แต่ด้วยธีมงานที่มันบีบๆ ก็เลยหาหัวข้อพูดค่อนข้างยาก
  • Barcamp Bangkhen ก็ยังไปอยู่ทุกปี และเป็นงานที่จะพยายามเก็บหัวข้อที่ดีที่สุดให้ด้วย ก็ปรากฏว่าได้ 3 หัวข้อเลย
    • Kubernetes ที่วงใน ยังเอาออกมาพูดอีกรอบ
    • Internal Chatbot ของวงใน อันนี้พูดแล้วรู้สึกว่าจุดประกายหลายๆ คน แม้แต่คนในทีมมาฟังก็ยังกลับไปเพิ่มฟีเจอร์ให้บอตเรา
    • ของ TipMe พูดเรื่อง Error catching ด้วย Sentry ซึ่งทีแรกสุดจะพูดว่าทำ side project ยังไงไม่ให้กระทบงานประจำ แล้วมันจะมีหัวข้อว่า monitoring ต้องดี แต่พอทำถึงตรงนี้ก็พบว่าหัวข้อนี้หัวข้อเดียวก็เล่าได้แล้วนะ

รู้สึกว่าเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการบ้างแล้ว เพราะเค้าไม่ได้เชิญบริษัทเราไป แต่เค้าเชิญเราไป ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าหัวข้อพวก Kubernetes นี่ถ้าไม่อยู่ที่วงในเราก็คงไม่ได้มีโอกาสมากขนาดนี้

2017 New Year Resolution

พูดเพราะ

ไม่รู้ว่าจะสรุปข้อนี้ยังไงดี คือรู้สึกว่าพูดกับเพื่อนก็พยายามลดลง แต่ก็ยังหลุดมาบ่อยอยู่ แต่ก็รู้สึกว่าบางคำมันเริ่มลดความหยาบลงแล้วนะ อย่างคำว่าแม่งนี่แต่ก่อนมันไม่ควรใช้พอๆ กับคำว่าควย ปัจจุบันรู้สึกว่ามันเป็น flavor text ที่ไม่ได้มีอะไรแล้ว

แต่ในที่ทำงาน รู้สึกว่าด้วยบรรยากาศ professional แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดไปเอง

เอาเป็นว่าเราจะถือว่า SUCCESS เพราะถ้าพูดเพราะแบบไอดอลกับเพื่อนมันจะดูแปลกๆ ไปนะ

Backup

ผ่านไปครึ่งปี ลืมไปเลยว่าจะทำ

สิ่งที่ทำแล้วคือ auto backup บน madoka ซึ่งตอนหลังเราแทบจะเลิกใช้เครื่องนี้ไปแล้วนอกจากเขียนบล็อคกับรัน home automation ในขณะที่บน TipMe ยังไม่ได้ทำเลย มีแต่ manual backup แต่ก็คิดว่าอาจจะใช้เงินแก้ปัญหาอยู่

ส่วนไฟล์ในเครื่อง คุ้นๆ ว่าต้นปีมีโยนไฟล์ archive ไปบน cloud บ้างแล้ว แต่ไม่มี data ล่าสุด

ที่ยังไม่ได้ทำเลยและควรทำคือเครื่อง desktop นี่แหละ ถ้า disk บินปุ๊บนี่ข้อมูลจะหายไปไม่แพ้ตอนสมัย disk 500GB พังตอนม. 4 เลย

ซื้อเพลง

SUCCESS

ไม่คาดคิดว่า Spotify จะมาเปิดในไทย ก็เลยซื้อให้ทั้งบ้านใช้แล้ว มันตอบโจทย์สิ่งที่ Deezer ควรจะมีแต่ไม่มีให้ทั้งหมดเลย

ส่วนเพลงที่ซื้อปีนี้ก็เยอะพอสมควร

  • Namida no Ochiru Sokudo – nano.RIPE Limited Type A อยากได้มาหลายปีแล้ว ปีนี้เลยกัดฟันสั่งญี่ปุ่นมา เสียดายว่า Spotify ไม่มี เลยไม่ค่อยได้เปิดฟัง (ไม่ค่อยได้เปิดไฟล์ในเครื่องแล้ว)
  • BNK48 Aitakatta ซื้อมาทั้งแผ่น ทั้งบน iTunes
  • Masshiro na Mono wa Yogoshitaku naru – Keyakizaka46 อันนี้ซื้อ Type B มา และใน iTunes ด้วย (ตอนหลังมีคนซื้อ Type A มาให้)
  • Kaze ni Fukaretemo – Keyakizaka46 Type D
  • UNDERTALE soundtrack กับ Live at Grillby’s ใน Bandcamp
  • สั่ง BNK48 Koisuru Fortune Cookie ไปแล้ว
  • เพลงอื่นๆ ก็มี Sky & Sea, เพ่ง, เสน่หา, 365 (AKB48), Koisuru Fortune Cookie (AKB48), Jump (Rakuen), Planetarium (Otsuka Ai – ฟังยุยปงร้องแล้วเลยซื้อมา), Koi (Hoshino Gen อันนี้นากาซาว่าคุงร้องไว้), Uchiage Hanabi (DAOKO) อันนี้ไม่คิดว่ามีใน Spotify แต่มีเป็นชื่อญี่ปุ่น

บริจาค

SUCCESS

ตลอดปีนี้ TipMe บริจาคให้

  • python-social-auth ระบบล็อคอินของเว็บ
  • Celery ระบบ task queue ที่ใช้
  • Babel ระบบ Overlay ของเว็บใช้ React ก็เลยต้องโดเนทให้ทั้ง stack ที่ใช้บ้าง
  • Webpack
  • PyPy Python 3 เคยจะ port เว็บไปรันบน PyPy แล้ว แต่พบว่าเว็บใช้ฟีเจอร์ของ 3.6 พอสมควร ก็เลยต้องรอไปก่อน และเพราะอยากให้มันเสร็จเร็วๆ ก็เลยสนับสนุนเป็นเงินไปบ้าง
  • bcachefs อันนีให้ตอน btrfs มีประเด็น ก็หวังว่า bcachefs จะกลายเป็นที่ยอมรับเร็วๆ นี้
  • ก้าวคนละก้าว ของพี่ตูน ยกส่วนที่เป็น True Wallet ให้หมดทุกบาทเลย ตรงนี้ก็เรียกว่าเป็นงบ marketing ของเว็บก็ได้
  • Internet Archive

วิธีจัดก็คือเอารายได้เดือนนั้นๆ ตัด 5% แล้วก็เลือกว่าจะให้ใคร ส่วนมากก็จะเลือกจากว่าเว็บใช้ของเจ้านั้นๆ อยู่ และไม่ได้มีบริษัทหรือมูลนิธิใหญ่หนุนหลังอยู่ (ถึงไม่มีโดเนทให้ Django Software Foundation) อยากสนับสนุนรายเล็กๆ มากกว่า

ยังเหลืออยู่ประมาณสองเดือนที่ยังไม่ได้จัดว่าจะให้ใคร ไว้ต้องคัดเลือกอีกที

สรุปปี 2017

คิดว่าทำได้ตามเป้าแล้วนะ 3/4 อย่างนึงคือไม่ใช่แค่เขียนบล็อคแต่เราแพลนตั้งแต่ต้นปีเลยว่าจะทำยังไงให้เสร็จ พอเป็นอันที่ลืมไปอย่าง backup ก็เลยไม่ได้ทำ

2018 Prediction

พอทำงานแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้กำหนดได้ด้วยตัวเองเท่าไรแล้ว จะเดาอนาคตก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันแฮะ

TipMe

ถ้าไม่มีอะไรผิดคาด (หวังว่าจะไม่มี) ผมว่าปีหน้า TipMe จะโตไปกว่านี้เยอะมาก เผลอๆ อาจจะได้มีคนที่ 2 ในทีม ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยากทำอยู่แต่ไม่มีงบ

สิ่งที่บอกวงในไว้ และก็หวังไว้เองด้วยคือคงยังไม่ต้องทำ TipMe full time

Work

โดยความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าตำแหน่งงานที่เป็นอยู่เหมาะสมแล้วในด้านต่างๆ แต่คิดว่าบริษัทก็คงจะมี promote ให้ตามปกติอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าปีนี้จะปลดคำว่า Junior ออกจากตำแหน่งหรือยัง

หรือจะมีใครส่งข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้มาก็ไม่รู้…

2018 New Year Resolution

พอชีวิตเดาอะไรไม่ได้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี…

Inspire

เขียนบล็อคเอาไว้อันนึงยังไม่ตกผลึก เพื่อความรวดเร็วเอามาแปะเลยแล้วกัน

พอเรียนจบ อยู่ดีๆ ก็มีความคิดนึงขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะอ่านสัมภาษณ์พี่ซุปหรือเปล่า

คือเรารู้สึกว่าเราโชคดีที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ด้วยสภาวะแวดล้อมที่มันอำนวยมากๆ

  • หลายคนเขียนโปรแกรมครั้งแรกในมหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่ชอบไปทำอย่างอื่น
  • บางคนก็เขียนแล้วไม่รุ่งเลยก็มี
  • บางคนเรียนในโรงเรียนแล้วไม่ชอบตั้งแต่ตอนนั้น เลิกไปทำอย่างอื่นเลยก็น่าจะมีไม่น้อย

พอผ่านช่วงแรกของชีวิตไปแล้วก็เลยอยากส่งทอดโอกาสแบบนี้ให้รุ่นน้องบ้าง เพราะคงมีน้องอีกหลายคนที่ชอบด้านนี้ แต่ยังหาตัวเองไม่เจอ สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้เค้ารอดจากสิ่งแวดล้อมที่จะฆ่าความฝันของเค้าไปให้ได้

ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คงจะได้แวะกลับไปหาคุณครูที่โรงเรียนบ่อยขึ้น แต่คิดว่าทำตอนช่วงวัยนี้ก็ยังดีอย่างนึงคือเรากับน้องยังอายุไม่ต่างกันมาก ถึงจะต่างกันขนาดว่าน้องๆ เกิดไม่ทัน Floppy disk แล้วก็ตาม

ไปงานจับมือ

พยายามไม่เขียน wishlist เสียเงิน แต่ข้อนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่ว่าเราไม่สามารถบอกว่าเก็บเงินสักสองสามปีแล้วไปงานจับมือได้

ถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่ายังจะชอบเค้าอยู่หรือเปล่า

ถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าเค้ายังอยู่หรือเปล่า

ฉะนั้นแล้วก็ควรจะไปให้ไวที่สุด ตอนนี้ก็แพลนเรื่องเงินแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะพาตัวเองไปถึงเลนจับมือได้ยังไง

เรื่องเงินนี่ก็น่าสนใจนะ ใส่ไว้ในโปรแกรม YNAB ว่าอยากได้แสนนึงกลางปีหน้า (น่าจะพอดีกับซิงเกิลถัดไป) มันบอกว่าใส่เดือนนึงเกือบหมื่น ก็กัดฟันใส่อยู่ซึ่งบางทีก็รู้สึกว่ามันเยอะมาก แต่สิ่งที่คิดก็คือ

  1. เรามองเสมอว่าไปเที่ยวคือไปพักผ่อน ถ้าไปแบบ low budget เราไม่รู้สึกว่าพักผ่อน อยู่บ้านเล่นเกมพักผ่อนมากกว่า ฉะนั้นเครื่องบินก็คงเลือกฟูลเซอร์วิสแน่นอน นั่งแคบๆ ไม่สะใจ ที่พักยังไม่แน่ใจว่าคิดยังไงดี อาจจะมีไว้เก็บของ หรือถ้าจะนอนกลิ้งก็คงอยากนอนสัก 3 ดาว
  2. อยากได้คนช่วยอ่านญี่ปุ่นหน่อย ไม่งั้นคงหลงเลน ฉะนั้นก็คงต้องจ่ายให้อีกคนด้วย ถ้าได้คนรู้จักแถวนั้นก็ง่ายหน่อยอาจจะแค่เลี้ยงข้าว แต่ถ้าต้องพาน้องไปก็เยอะเลย
  3. ยังไม่คิดว่าจะใช้ทั้งแสนนึงหมด (แต่ก็ยังไม่ได้ลองคำนวณตามข้อข้างบนจริงๆ) ถ้าเหลือก็ได้เป็นเงินเก็บไปอีก ดีเลย

2016: จากนี้เหลือเพียงอดีตของกาลเวลา ที่จะไม่ย้อนคืนมาอีกแล้ว

นี่มันช่วงสุดท้ายของท่อนแรกเพลงหวานขมแล้วสิ ปีหน้าจะขึ้นหัวบล็อคยังไงดีล่ะ (หวังว่ามันจะเป็น “ชีวิตที่มีเธออยู่ ยังรู้สึกทุกเวลา”)

สำหรับปีนี้คงมี event สำคัญแค่ลงเครื่องมาโดกะใหม่ กับฝึกงานที่วงใน…

Madoka v3

ตามที่เขียนไว้ใน New year resolution ว่าปีนี้เราจะจับเครื่องมาโดกะลงใหม่เป็น Docker ซึ่งระบบใหม่ลงแล้วผมชอบมันมากๆ

เรื่องแรกคือระบบ shared hosting หายไปสักที เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ได้อยากแบ่งขายอะไรอยู่แล้ว แต่ว่าก็มี requirement มาก็เลยต้องทำ ข้อดีอีกอย่างของการมี shared hosting คือมันทำให้ manage ง่ายด้วย อยากได้อะไรก็กดจากเว็บ แต่ผมก็เสียวๆ security เพราะ ISPCP ที่ใช้ไม่ได้อัพเดตมาเป็นชาติ (ตอนนั้นมันไม่รองรับ Debian 8 ด้วย) ตอนนี้บนเครื่องก็จะมีแต่เว็บผมเกือบทั้งหมดแล้ว และแอพลูกค้าอีกเล็กๆ น้อยๆ ที่โดนแปลงมาเป็น Docker ทั้งหมด

เรื่องที่สองคือ Docker ครับ มันทำให้เล่นอะไรง่ายมากกกกก อยากลงอะไรก็ลง ลงเสร็จก็กดลบ หายแบบ clean หมด 100% แถมลงง่ายด้วย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีแพคเกจสำหรับดิสโตรเรามั้ย

เรื่องที่สามคือ Docker Compose ครับ แอพใหม่ๆ ผมใช้ compose หมดแล้ว ซึ่งทำให้ deploy ง่ายมากแค่ sudo docker-compose pull && sudo docker-compose up -d จบ แถมมันยังแยก network ด้วย ทำให้ผม isolate แอพได้ค่อนข้างมาก (แอพไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ MariaDB ก็จะไม่มี route ไปหา MariaDB เลย) และ firewall ก็แน่นขึ้นมาก ไม่ต้องกังวลว่า app จะแอบเปิด port บนเครื่องเลย

ทั้งสามข้อข้างบนมันยังแก้อีกปัญหาที่มีมานานมาก คือระบบเก่าผม deploy แอพที่ไม่ใช่ PHP ยากมาก ผมพยายามจะไม่เอา Django ลงเครื่อง (บางเว็บที่ลง demo ลูกค้าก็ใช้แค่ manage.py runserver) ส่วน Node.js ก็ใช้ forever จัดการซึ่งมันก็ต้องจำให้ได้ว่าแอพไหนอยู่ตรงไหน พอเป็นระบบใหม่ทุกแอพมันเป็น Docker หมด ก็จัดการรวมศูนย์ง่ายเลย (แต่ก็จะไม่ใช่ multiuser แล้วนะ)

screenshot-from-2016-12-03-15-12-13

เรื่องสุดท้ายคือ Monitoring ครับ ผมพยายามหา solution monitoring ดีๆ จากที่วงในมาหลายตัว ตอนแรกลอง ELK Stack แต่มันกินแรมเยอะมาก (ดีที่ Docker จำกัด memory ได้ แต่หลังๆ Kibana restart ทุก 5 วิเลยเพราะโดน memory limit) ปัจจุบันใช้ InfluxDB + Telegraf + Grafana รันใน Docker ทั้งหมด ซึ่งกิน resource น้อยกว่าเยอะมากๆ ครับ

ผมรู้สึกว่า monitoring ลักษณะนี้มันทันสมัยขึ้นเยอะเลยครับ แต่ก่อนผมจะใช้ Munin ซึ่งมันไม่ real time แต่ Stack นี้จะเห็นกราฟวิ่งตลอดเลย และสามารถทำ email alert ได้ด้วย

สำหรับข้อเสียของระบบใหม่ก็คือ memory usage ครับ ตอนนี้แอพที่เดิมๆ เป็น PHP ผมใช้อิมเมจ php:apache หมดเลย ผลคือแต่ละอิมเมจกินแรม 250mb ตลอดเวลา โชคดีว่าเว็บที่ใช้ PHP มีไม่เยอะเท่าไร (บล็อคนี้ก็เว็บนึงล่ะ) ในอนาคตอาจจะต้องลองทำอิมเมจ php-nginx-fpm ใช้เองดูว่าจะลดลงไปเท่าไร (ใช้ php-fpm แล้วเอา load balancer คุย fcgi เข้าไปไม่ได้ครับ เพราะต้อง serve static ด้วย)

Wongnai

วันแรกที่ผมเข้ามาผมนึกสงสัยว่าผมไม่อยากทำ Java EE แล้วเลือกบริษัทที่ Java EE จ๋าๆ นี่คิดถูกแล้วหรอ แต่พอถึงวันสุดท้ายผมคิดถึงบริษัทนี้มาก เพราะบริษัทให้อิสระกับผมมากๆ ผมได้เห็น ได้ทำงานทั้งจากโปรเจกท์ของตัวเอง, งาน Infrastructure จนไปถึงงาน automation และได้ทำงานกับ dev LINE MAN จากเกาหลีด้วย

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นมาจะได้ประสบการณ์แบบผมหรือเปล่านะ คิดว่าผมเข้ามาถูกจังหวะมากๆ ในตอนที่บริษัทกำลังจะขยายตัว เลยได้เริ่ม product ใหม่ตั้งแต่ 0, infra ใหม่ตั้งแต่ 0 แล้วมันเลยทำให้ผมมี access และเข้าไปเล่นได้กับทุกส่วนในบริษัท: ผมส่ง Pull request ให้เว็บวงใน, ผมเข้าไปโม LINE official account และ Internal tools

ส่วนนึงคือตำแหน่งงานผมที่ค่อนข้างพิเศษ คือ dev ปกติ (รวมถึงฝึกงาน summer) จะอยู่ในทีมเว็บหลักที่มีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจนและ management ก็คิดว่า velocity ทีมนี้ยังต้องเพิ่มไปอีก แต่สำหรับทีมผมที่แยกออกมาแล้ว เราใช้ tool สมัยใหม่อย่าง Node.js, React Native ทำให้การพัฒนาคล่องตัวสูงมาก (เราสามารถเลือก dependency ใส่ได้เรื่อย ไม่ต้องขอใคร) แล้วมันเลยทำให้มีเวลาที่จะไปแก้ของชาวบ้านได้แบบนี้ รวมถึงว่าผมทำ Infra ให้ ก็เลยมี permission ทุกอย่างในระบบด้วยที่ Intern อาจจะไม่ได้ทุกคน

พี่ๆ ที่วงในทุกคนใจดีมากๆ ผมขอเปิด source โปรเจกท์ผมออกมา ทั้ง imagecleanup และ kube-slack ซึ่งก็ไม่ถูกปฏิเสธเลย (นี่ยังไม่พูดถึงของกินที่เค้าเลี้ยงมาทั้งหมดนะ)

แต่การได้ลองทำทั้งโปรแกรม ทั้ง infra กลับทำให้ผมกลับมาอยู่ในสถานะล่องลอยเหมือนเด็กม. 6 ที่ยังไม่รู้จะเรียนอะไรต่อดี ซึ่งตอนม. 6 ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากๆ เลยไม่มีความรู้สึกแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมกลับไม่แน่ใจตัวเองว่าอยากจะทำเว็บต่อไป ทำ infra หรือไปสู่โลก System กับ Rust ดี…

Rust

อาจารย์ท่านหนึ่งมีการบ้านมาว่าให้ทำโปรแกรมตามโจทย์ที่กำหนด แล้ววัดคะแนนแต่ละกลุ่มตาม performance ซึ่งมันทำให้ผมต้องไปหาดูภาษาว่าอะไรเร็วที่สุด ก็พบว่า Rust ไวมากๆ โดยไม่ต้องลงไปมือเปื้อนกับ C/C++ ผมก็เลยตัดสินใจเรียน Rust

(ผมชอบ project แบบนี้มากเลยนะ มันทำให้ผมต้องไปขุด every tricks in the book มาใช้ อีก project หนึ่งผมได้ลองเขียน data structure เองด้วย แต่เหมือนเพื่อนผมส่วนมากจะไม่ enjoy เท่าไร)

ถึงตอนนี้ผมรู้สึกว่า Rust เป็นสกิลอันหนึ่งที่มีค่ามากใน skillset ของผม ถ้าตามบล็อคนี้มาอาจจะพบว่าผมเคยเขียน Ruby แล้วไปไม่รอดเท่าไร เพราะผมหา niche มันไม่เจอว่ามันจะใช้ทำงานอะไรที่ภาษาเดิมๆ ของผมทำไม่ได้ แต่ Rust มีคำตอบให้ชัดเจน ก็หวังว่าในอนาคตผมจะยังได้ใช้ Rust จนกระทั่งฟิตพอที่จะเป็นภาษาที่ 4 ที่ผมขาย (PHP, Python, JavaScript)

Conference

ทำงานมาสักพักเพื่อนก็เริ่มชวนว่าไปออกงานบ้าง ซึ่งตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยสนใจเพราะหัวข้องานไม่ได้ทำให้เราสนใจเท่าไร แต่พอไปก็พบว่ามันเป็นโอกาศ networking ที่ดีมาก พี่ๆ speaker งาน React เองเค้าก็บอกว่าอยากให้มาพูด แต่ไม่รู้ว่าจะติดต่อยังไง และก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เล่นเองก็ไม่ได้สนใจจะลอง (นั่นขนาดนั่ง Beginner’s track นะ)

หลังจากนั้นก็มีบล็อคเรื่อง Docker ที่พี่เดียร์เห็นแล้วก็ชวนเข้ากลุ่ม Docker และก็ชวนไปพูดที่งาน Meetup ด้วย งานนั้นก็ตื่นเต้นดีครับจนกระทั่งว่าตอนออกไปลืมเก็บของ วางคอมและอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ออฟฟิสหมดเลย 555

จริงๆ จากความสำเร็จของ Blog Docker นี่ก็อยากเขียน content แบบนั้นเพิ่มอยู่ครับ แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรดี อย่างที่เกริ่นไว้ว่ามันมาจาก content ที่สอนคนอื่นแล้วเอามารวบรวมไว้ พอเป็นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เห็นคนหัดใช้แล้วติดปัญหาเลยไม่รู้จะเขียนอะไรเท่าไร และบล็อคนี้ก็ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกว่ามันคือบล็อคส่วนตัว ก็ไว้เขียนเรื่องส่วนตัวด้วย ไม่ใช่ technical blog ถ้ามี technical content เยอะก็ค่อยว่ากันอีกที

TMStreamlabs

ช่วงกลางปีผมค่อนข้างแอคทีฟใน MyLive แล้วก็เห็นคำถามนึงที่สตรีมเมอร์ถามมาในกลุ่มว่า “ทำโดเนทด้วยทรูมันนี่ยังไง” แรกๆ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรล่ะ แต่ตอนหลังก็ลองหาวิธีแล้วทำดู ก็ออกมาเป็น TMMyLive ซึ่งปรากฏว่าคนใน YouTube เอาไปใช้เยอะมาก (อ้าว…) เยอะจนขนาดว่าผมเห็นเงินวิ่งผ่านแล้วผมก็อิจฉาล่ะ เพราะตอนเปิดตัวก็บอกว่าผมให้ใช้ฟรี ไม่หักอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าใช้แล้วช่วยโดเนทมาด้วย ปรากฏว่าไม่มีโดเนทอะไรมาเลยสักบาทเดียว แต่ยอดเดือนเดียววิ่งเป็นแสน

ก็เลยตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เลยไปเขียนเว็บมาใหม่ให้ระบบมันดีขึ้นกว่าเดิม แล้วสักพักก็เพิ่มฟีเจอร์ที่หักทุกๆ 10 donate เข้าตัวเอง (ตอนแรกจะใส่ 5 มีเพื่อนทักว่าเยอะมาก) ซึ่งรายได้ตอนนี้ก็พอจะจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์นี่เองได้แล้วล่ะครับ และด้วยความอยากรู้และไม่อยากหักหลังคนใช้ก็เลยให้เป็น optional ไป ปรากฏว่าก็มีเปิดครึ่งไม่เปิดครึ่ง ตรงนี้ผมก็คงทำใจเพราะมันเหมือน adblock ล่ะ คลิกเดียวปิดไม่เสียอะไรเลยใครจะไม่ปิด ก็เลยคิดว่าจะล็อคไปว่าฟีเจอร์ใหม่ๆ ถ้าออกมาก็จะให้เฉพาะคนโดเนทไป (แต่ด้วยว่าระบบมันเป็น integration ตรงกลางก็จะทำได้ไม่เยอะเท่าไร)

ก็แปลกดี เป็นอีกโปรเจกท์นึงที่ไม่ได้ตั้งใจแต่ดันประสบความสำเร็จมากๆ (ก่อนหน้านี้ก็คงเป็น Kyou) เพราะมันออกมาจากความต้องการของ user จริงๆ ไม่ใช่ผมคิดมาแล้วไปขาย user ซึ่งผมก็ขายไม่เก่งเท่าไรล่ะ

2016 New Year resolution

ปีที่ผ่านมาพิเศษคือผม retarget New year resolution ใหม่ ลองมาดูกันครับ

อยากสตรีมเกม

ไม่รู้จะเรียก Success ดีไหม คือผมก็สตรีมเป็นระยะๆ คนดูมีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมไม่มีสกิลแบบมืออาชีพเค้า ถ้าสตรีมก็เลยจะไปทาง niche มากกว่า เช่น ผมสตรีมงาน Apple/Google events ซึ่งยอดคนดูสูงสุดก็เกือบ 300 คนมาแล้ว (ขอบคุณจ่าพิชิต ผมนี่ช็อคเลย) หรือจะเป็นเกมที่มัน geek หน่อยๆ แต่ตรงนี้ก็ทำบ่อยไม่ได้ เพราะไปโชว์เล่นเกมแล้วติดก็ไม่ค่อยดีเท่าไร

ที่ไม่ได้ทำเลยคืออยากทำ Gaming talk แต่ไม่รู้จะ co-host ใคร (ตอน Barcamp Bangkok @Fantasier แนะนำ @winwanwon มา แต่ยังไม่ได้ follow up เลย)

ซื้อเกมใน GOG

ผมพบว่าราคาใน Steam ล่อตาล่อใจมากๆ และใน Humble เองก็ DRM-Free พอสมควร (แต่ไม่ค่อยอยากนับ เพราะเกมบนนั้นไม่ค่อยอัพเดต)

แต่โดยรวมแล้วยังคิดว่าสำเร็จอยู่ ปีนี้ผมซื้อ Never Alone Arctic Collection, Grim Fandango Remastered, Firewatch (ในราคาที่แพงสะใจ), Another World (ยังไม่ทันเล่นก็ลง Humble), Undertale และ Sam & Max Hit the Road จาก GOG

เก็บเงิน

Success!

ผมซื้อ YNAB ตัวใหม่มาแล้ว ซึ่งรู้สึกว่าห่วยกว่ารุ่นเดิมเยอะมาก ยกเว้นอย่างเดียวคือ Goal ผมก็เซตเลยว่าสิ้นปีอยากมีเงินแสน ทุกเดือนมันก็จะบอกเลยว่าต้องใส่เท่าไร ยิ่งพอทำงานมีเงินเดือนแล้วเงินเก็บครบแสนนี่ไม่ยากเลย อย่างนึงคือผมค่อนข้างจะเที่ยวน้อยด้วยแหละ (ตั้งแต่ทำงานมาผมใช้เงินเที่ยวเดือนละประมาณเกือบสองพัน หรือสี่เท่าจากตอนเรียนอยู่ ซึ่งคิดว่าคนปกติก็ใช้ประมาณนี้มั้ง?)

เอ๊ะ… ปีที่แล้วเขียนว่าหมื่นห้า?? ตลกเถอะหมื่นห้านั่นเก็บสองสามเดือนเองนะ!

Tw3

ผมคิดว่าคงต้องประกาศไว้ตรงนี้แล้วแหละว่าผมจะล้มโครงการ Twitica แล้ว เพราะผมเองเล่น Twitter น้อยลงมากๆ ในขณะที่ Twitter มัน friendly กับ Developer น้อยลงเรื่อยๆ อย่างที่เห็นชัดๆ เลยคือมันไม่มี Poll API หรือ Notification API

(ผมกำลังสงสัยว่าที่เล่นลดลงเพราะผมเกลียด UI ของ Tw3 หรือเปล่า)

สรุปโดยรวมแล้ว New year resolution ที่ผ่านมาเป็นไปได้สวยมากๆ ครับ 3/4 success แน่ะ ขอให้ปีหน้าเป็นไปได้อย่างนี้บ้าง…

2017 New Year Resolution

พูดเพราะ

เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคำบางคำที่แต่ก่อนแย่มาก “อะไรวะ” “กู” พวกนี้เดี๋ยวนี้มันจะไม่ใช่คำหยาบคายสักเท่าไรแล้วนะ เพราะดูคนรอบตัวก็จะใช้อยู่บ้าง แต่ก็เวลาใช้ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร ปีหน้าคิดว่าจะเลิกใช้คำพวกนี้ไปเลยจะได้ไหม…

(จะว่าไป เคยมีคนทักในเน็ตประมาณ 2 รอบว่านึกว่าเราเป็นผู้หญิง ถามว่าทำไมเค้าบอกว่าจากสไตล์การพิมพ์ที่ใช้คำว่าเราแทนตัวเอง)

อีกลักษณะนึงที่ไม่ชอบมากคือสไตล์การพูดแบบ “เขียนโค้ดก็ทำกับคอมน่ะสิ ทำกับพิมพ์ดีดละมั้ง!” ซึ่งคนแถวนี้ๆ นี่แหละใช้อยู่บ้าง แล้วเราก็ติดมาเพราะเห็นว่ามันเท่ดี (มันทำให้เห็นว่าอีกคนคิดตามไม่ทันอยู่) ก็คิดว่าถ้าเค้าจะไม่เลิกเราก็คงต้องเลิกเอง

สไตล์สุดท้ายที่ไม่ควรจะใช้เลย อันนี้ก็ไม่ค่อยใช้ แต่ก็เหมือนจะเคยมีบ้างคือแบบ “ปิดเบาๆ ไม่ได้หรอ” ซึ่งมัน passive-aggressive แรงมากๆ อันนี้ไม่รู้คนพูดเค้าคิดว่ามัน soft กว่าประโยคคำสั่งหรือเปล่า แต่เราว่ามัน aggressive มากๆ

Backup

รู้สึกว่าชีวิตละเลยการ backup มากๆ เคยเขียนในเฟสว่า notebook ทำงานมีนโยบายว่า format มันเมื่อไรก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่กับ Workstation ถ้าหาย Library เพลงที่สะสมมาเกลี้ยงแน่นอน รวมถึงบน server นี่เองก็ไม่ค่อยได้ backup (เคย backup เทพสุดก็ตอนทำ menome ที่ database daily backup ขึ้น cloud เลย)

ปีหน้าน่าจะเริ่มทำ automated backup ได้แล้ว แต่คอมส่วนตัวนี่ไม่รู้ว่ายังไงดี… encrypted backup ลง cloud? ซื้อ NAS?

ซื้อเพลง

(ทำไมชอบเขียน wishlist เสียเงิน…)

ปลายๆ ปีจัด YNAB มาใหม่แล้วก็คิดว่าควรจะจัดงบซื้อเพลงแยกไป แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ซื้อเพลงเท่าไร (เพราะมันรวมกับค่าดูหนังด้วย) และ music streaming ก็ไม่ได้ใช้แล้ว เพราะเดิมใช้ Deezer แต่คลังเพลงมันหดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ Apple Music client ก็ไม่ค่อยดี, Joox free ก็ bitrate ต่ำกว่า YouTube (คิดว่าเสียเงินจะดีขึ้น แต่ยังไม่อยากลอง) ก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มต้องซื้อเพลงที่ฟังบ่อยๆ แล้ว

ปีที่ผ่านมาเหมือนจะซื้อไปแค่ Your Name OST (บางเพลง) กับ Mekakucity Records (CD) เองแฮะ

บริจาค

ปีสองปีก่อนผมตั้งงบใน You Need a Budget ว่าจะบริจาค รวมได้พันนิดๆ หมดปีก็ว่าจะบริจาค แต่สุดท้ายผมไม่รู้จะบริจาคให้ใครก็เลยเอาเงินเข้ากระเป๋า

ตอนนั้นเงื่อนไขเป็นแบบนี้ครับ

  1. เป็นโครงการ open source ที่ใช้ใน product ได้เงิน
  2. ไม่มี commercial offering (เช่น รับ consult หรือมี product เสียเงินอย่าง Docker)
  3. ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้เจ้าที่มี sponsorship อยู่แล้วด้วย (เช่น Django ได้ Mozilla Grant) เพราะอยากให้ developer ตัวเล็กๆ มากกว่า

ปัญหาคือตอนนั้นติดข้อ 2 ผมนึกไม่ออกว่าจะให้ใครดี ก็เลยพับไป

ตอนนี้เอาเป็นว่า 5% จากรายได้ของ TMStreamlabs ตลอดปี 2017 จะเก็บไว้ Donate สักอย่างครับ ถ้าหาตามเงื่อนไขไม่ได้ผมจะสนับสนุน Software Freedom Conservancy องค์กรที่สนับสนุนการฟ้องร้องบริษัทที่ละเมิด Open source software license ซึ่งในปีที่ผ่านมาเคสดังๆ ก็จะมีเคส VMware ที่ SF Conservancy สนับสนุนอยู่

อยาก pledge โครงการอื่นๆ ด้วยนะครับ แต่คงต้องดูก่อนล่ะว่าปีหน้าจะได้ทำอะไรบ้าง

2017 Predictions

ผมกลับไปอ่านหัวข้อ Prediction จากบล็อค 2015 แล้วรู้สึกว่าชอบหัวข้อนี้มากๆ อ่านแล้วรู้สึกว่าน่ารักดี สำหรับปีหน้าเราจะมีอะไรบ้างล่ะ…

Project จบ

ที่ใกล้ที่สุดคงเป็น project จบ ผมบอกเพื่อนไว้ว่าไม่อยากทำ project ใช้แล้วทิ้ง แต่ดูจากตอนนี้แล้วคิดว่าเรียนจบ project นี้คงจะสลายหายไปอีกเช่นกัน

ทำงาน

ผมบอกพ่อว่าเรียนจบแล้วอยากอยู่บ้านสักสามเดือน ถ้ามี project อะไรทำ (ตอนนี้อยู่บ้านทำ TMStreamlabs ก็สนุกดี) ถ้ามองจากตอนนี้ยังคิดว่ากลับไปหางานทำดีกว่า

สำหรับงานที่จะได้ทำ คิดว่าสุดท้ายแล้วอาจจะหางานเงินเดือนดีอย่างที่อยากได้ไม่ได้ คิดว่าคงจะหางานในบริษัทที่อยากทำงานด้วยมากกว่า แต่ก็ไม่รู้ว่าทางบ้านจะว่ายังไงบ้างล่ะ (ก่อนผมจะได้มาวงในนี่ก็ไฟท์พอสมควรนะ) เผลอๆ ถ้าเรียงเงินเดือนเข้างานในรุ่นแล้วผมอาจจะไม่ได้สูงสุดก็ได้

คำถามหนึ่งที่ฝึกงานที่วงในให้ผมไว้คือผมอยากทำอะไรกันแน่ ผมนั่งเซ็ต Kubernetes ให้วงในทั้งสัปดาห์ ก็รู้สึกว่าน่าเบื่อ ไม่ได้เขียนโค้ดเลย ต่อมาเขียนโค้ดทุกวันก็โอเค แต่ก็อยากมีเบรคบ้าง ตอนเดือนที่เป็น part time นี่ล่ะที่ได้ทำอะไรตามใจแล้วก็ได้ทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันคือ scaling ระบบ ก็รู้สึกว่าสนุกดีแต่ทรัพยากรที่ให้มันจำกัดไปหน่อย คิดว่างานแบบนี้ในไทยคงไม่ได้มีเยอะเท่าไร สุดท้ายแล้วก็ยังสงสัยว่าจบมาแล้วทำอะไรดี… แต่ถ้าให้ตอบตอบนี้คิดว่าคงได้ทำงานเขียนโปรแกรมนี่ล่ะ่

เรียนต่อ?

ปีสองปีที่ผ่านมา อ. ภุชงค์ บอกผมหลายรอบว่าอยากให้ไปเรียนต่ออเมริกา แต่ดูท่าแล้วผมอาจจะต้องเก็บเงินเองบางส่วนด้วย ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าถ้าเรียนจบแล้วไปทำงานโอกาสเหล่านี้จะหลุดลอยไป ถึงเวลานั้นแล้วคงเป็นเวลาล่องลอยของผมอีกทีหนึ่งว่าจะทำอะไร