2019: End of a Century

ไม่น่าเชื่อว่า 2020 จะมาแล้ว หลายปีก่อนเรายังคิดว่ามันเป็นอนาคตที่เราจะมีโดเรม่อนอยู่ในบ้านอยู่เลย (แต่โดเรม่อนมาจากศตวรรษที่ 22)

ถ้าจะเขียนบล็อคให้เหมาะสมกับโอกาสนี้ก็คงต้องเขียนว่าในทศวรรษที่ผ่านมามีอะไรบ้าง แต่ก็คิดว่าน่าจะเยอะมากเพราะตอน 2010 เรายังอยู่ม. ต้นอยู่เลย

อย่างหนึ่งที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นคือความเป็นผู้ใหญ่ – Maturity

ตอนเป็นเด็กเราสงสัยมาตลอดว่ามันแปลว่าอะไร ผู้ใหญ่ก็ตอบได้แค่ว่า “ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็เลยไม่เข้าใจ” เราว่าเค้าไม่เข้าใจเหมือนกับเรานั่นแหละ

เราคิดว่าความเป็นผู้ใหญ่มีอยู่สามอย่าง

หนึ่งคือความเย็นชาต่อโลก เราสังเกตเรื่องนี้ตอนไปเจอเพื่อนบางคนที่ยังรู้สึกว่าเค้าติดอยู่ในโลกมัธยมอยู่จนถึงตอนนี้ เค้ายังทำตัวเหมือนกับตอนที่เราอยู่ม. ปลายกับเค้า เช่นตบเกรียน หรือเล่นมุกใต้สะดือ

พอโตมาแล้ว เพื่อนมหาลัยเราหรือเพื่อนที่ทำงานเราถึงจะรุ่นเดียวกัน แต่ก็ทำแบบนั้นกับเค้าไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ norm ของคนวัยนี้ เราก็ได้แต่ปรับตัวให้อยู่เป็นกับโลกใหม่

เรายังพยายามกอดโลกเก่าของเราไว้อย่างแน่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราถูกโลกใหม่ดูดกลืนอะไรหายไปแล้วบ้าง ตอนม. ต้นเราวิ่งข้ามอาคารเรียนไปซ่อมคอมอีกอาคารหนึ่ง ตอนนี้เดินผ่านอาคารเรียนเดิมก็อยากวิ่งเหมือนเดิมนะ แต่ความเป็นผู้ใหญ่มันรั้งไว้

สองคือเรามี empathy กับคนอื่นมากขึ้น ตอนเป็นเด็กเราไม่เคยคิดเลยว่าครูในโรงเรียนจะมีโลกของเค้า เค้ามีการเมืองของเค้าว่าคนนี้ไม่ถูกกับคนนั้น และเค้าใช้ชีวิตเหมือนคนปกตินอกโรงเรียนด้วย (ในยุคนั้นถ้ารู้ว่าครูคนไหนเล่นเกมคือแปลกมาก)

เราคิดว่ามันอาจจะมีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้ว่าทำไมเพิ่งจะเริ่มมี empathy เราอาจจะ tunnel vision อยู่ก็ได้, เราอาจจะอยู่ในระบบที่ถูกแยก us vs them หรือเพราะโรงเรียนเค้าสอนว่าครูเป็นผู้สูงส่ง ก็เลยมองเค้าเป็นเหมือน NPC ก็เป็นได้ ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม แต่มารู้หลังจากเรียนจบไม่นานก็สังเกตได้เลย

สามคือความรู้สึกกับเงิน ตอนเด็กๆ เวลาเอาเงินส่วนตัวซื้อของมันจะมีความรู้สึกลังเล ไม่เหมือนกับเวลาเดินซื้อของกินของใช้ที่หยิบเอาเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้พอซื้อของเองแล้ว แม้แต่น้ำขวดหนึ่งยังคิดแล้วคิดอีกเลย

ก็เลยเห็นว่าถึงจะเป็นเงินส่วนตัวเหมือนกัน แต่พอเป็นเงินเก็บกับเงินที่หามาเอง เราคิดเยอะกว่าเดิมมากเลยนะ

ปีนี้ก็อายุ 25 แล้ว รู้สึกว่าเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรสำคัญเท่าไร

ตั้งแต่ชนะ NSC ตอนม. 6 ไปจนถึงเข้าแข่ง APICTA 2013 ก็รู้สึกว่าอันนั้นคือความสำเร็จที่ภูมิใจมากๆ อันนึง แต่มันก็ผ่านช่วงเวลานั้นมานานแล้ว เราก็บอกตัวเองว่าเราต้องไล่ตามความสำเร็จอันถัดไป

แต่มันก็ยังไม่มีอะไรที่รู้สึกดีเท่าตอนนั้นได้เลย ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้สึกว่าทำอะไรสำเร็จเลยนะ เราฉลองให้กับทุกความสำเร็จแม้แต่คอมไพล์โปรแกรมผ่านก็เป็นความสำเร็จ แค่มันยังไม่มีอะไรที่เหนือไปกว่าครั้งนั้นแล้ว

เรายังมองไม่เห็นว่าทศวรรษถัดไปเราจะกลับไปตามหาความสำเร็จแบบนั้นยังไง มันน่าจะต้องยอม risk taking มากพอสมควร และตอนนี้ยังไม่กล้าที่จะเสี่ยงอะไรขนาดนั้น

Work

ปีนี้ทำงานมาครบสองปีแล้ว

มาเอะใจตอนทีมมีกิจกรรม ice breaking แล้วเค้าให้เขียนคนที่ “อยู่บริษัทมาเกินสามปี” ตอนนั้นก็เพิ่งรู้ตัวว่าจริงๆ แล้วเราอยู่ที่นี่มาสามปีแล้วนะ – เกือบหนึ่งปีตอนฝึกงาน และงานประจำอีกสองปี

สามปีที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงของบริษัทไปเยอะมาก เดิมทีเรารู้จักทุกคนในทีมหมดแล้ว ตอนนี้คนเยอะมากจนบางคนไม่เคยคุยด้วย แต่มันก็เริ่มจุกจิกและคิดว่าความ Corporate อาจจะเริ่มมา โชคดีหน่อยสำหรับคนเก่าๆ ที่ยังสัมผัสระบบเดิมได้อยู่บ้าง

New Office, New Desk, New Macbook

ช่วงต้นปีบริษัทย้ายออฟฟิศมาที่ใหม่ ซึ่งมันก็คือย่านเดิมนี่แหละแถมใกล้รถไฟฟ้ากว่าเดิม ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อันนึงคือเราเพิ่งซื้อ Nintendo Switch มานั่งเล่นรอออฟฟิศเปิด หลังเล่น Breath of the Wild จบก็วางทิ้งไว้ไม่ได้เล่นแล้ว เพราะออฟฟิศใหม่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (เค้าก็ไม่ได้บอกเราว่าจะย้ายตอนซื้อ Switch ด้วยนะ)

Product ตัวนึงที่เราทำปีนี้คือ Analytics ตอนที่ทำก็ค่อนข้างกังวลมากเพราะเราไม่เห็นด้วยกับ user tracking แต่พอทำบริษัทเองอยู่ก็เริ่มเข้าใจว่าพอไม่ track อะไรเลยก็ตอบคำถามยากว่า marketing เราได้ผลหรือไม่ เราเลยบอกกับ CTO ไปเลยว่าเราไม่เห็นด้วยกับ user tracking จะไม่ทำฟีเจอร์อะไรที่มันรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

สุดท้ายสิ่งที่ทำออกมามันก็เหมือนเราปิดตาข้างนึง คือเรามี base platform ไว้ให้แล้วใครอยากจะ track อะไรก็ยิง hit มา มันก็เหมือนยืมมือคนอื่นทำบาปอยู่

CTO ให้ข้อเสนอมาว่าเรา research privacy-preserving tracking ก็ได้นะ (เช่น แบบที่ Mozilla ทำอยู่) แต่เราคิดว่าสุดท้ายถ้าคนในองค์กรไม่ใส่ใจเรื่อง privacy ถึงจะสร้างระบบที่ล้ำหน้าแค่ไหน ถ้ามันไม่มี user tracking เค้าก็คงไม่พอใจกับ product เราอยู่ดี

ก็เป็นประเด็นที่ค่อนข้างกังวลเพราะเราคิดว่านี่คือจรรยาบรรณของวิชาชีพนี้ ตอนนี้บริษัทยังปล่อยผ่านไปได้ แต่เราคนเดียวคงจะเปลี่ยนทั้งองค์กรไม่ได้ (ถ้าเราไม่ทำ ก็คงมีคนอื่นทำ ถ้าไม่มีคนทำก็อ้างว่าขายลูกค้าไปแล้วจะทำให้ยังไง แล้วก็ได้ common ground ที่ user แพ้อยู่ดี) ก็ยังไม่รู้ว่าอุดมการณ์ที่กินไม่ได้จะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน


ปีนี้ที่รู้สึกว่าเพิ่มมาคือเขียน Go จริงจังแล้ว (เริ่มจาก Analytics นี่แหละ) หลังจากปีที่แล้วก็เขียนอยู่ขำๆ นิดหน่อย พบว่าพอภาษามันไม่มีท่าเฉพาะตัวมากนัก บวกกับ Go 1.11 module มันเลยรู้สึกว่าจับนิดเดียวก็เขียนเป็นแล้ว ไม่ยากเหมือน Java ที่ community เค้าซับซ้อน เขียนตรงไปตรงมาไม่ได้ต้องใช้ Stream, apply design pattern เยอะๆ

อีกภาษาที่ลองจับอยู่คือ Kotlin ซึ่งเราเคยเชียร์สมัยยังเขียน Android อยู่ ตอนนี้กลับไปก็พบว่าภาษามันมีแต่ magic เต็มไปหมด ใครบอกว่าเขียนภาษาหนึ่งเป็นแล้วไปเขียนอีกภาษาได้นี่อยากให้มาลองเขียน Idiomatic Kotlin

Rust ก็กลับไป revisit อยู่นิดหน่อย รู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปมากโดยเฉพาะการที่ try! macro เลิกใช้ไปแล้ว และเราก็ลืม borrow semantics ไปเยอะ เอามาลองเขียนเว็บตัวนึงก็ประทับใจ Compile time checks ต่างๆ แต่มันทำให้เรา Dev ช้ามากชนิดที่ว่าเขียนแอพเดียวกันใน Go ใช้เวลาครึ่งเดียว ตอนนี้ก็เลยไม่คิดว่าจะกลับไป Rust แล้ว เพราะเราไม่มี use case ที่ต้อง Rust เท่านั้นใช้ Go ไม่ได้ด้วย

ที่รู้สึกว่ากำลังจะเป็นปัญหาคือไม่ได้เขียน React นานมาก Django ยังพอได้จับอยู่นิดหน่อยแต่น้อยมากแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าลืม React ไปเยอะมาก (ไม่เคยจำ lifecycle ใหม่มันได้เลย) ก็รู้สึกว่าควรจะต้องหาโอกาสมาทำบ้างก่อนที่เราจะล้าหลังไป

แนวทางของ React team ในปีที่ผ่านมานี้ก็รู้สึกว่าเราไม่เห็นด้วยกับแทบทุกอย่างที่เค้าทำ เค้าพยายามจะเป็น library สำหรับทุกคนแม้แต่ Junior dev ที่ไม่เข้า JavaScript จนปรุโปร่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่ปัญหาที่ library ต้องแก้ ก็เลยคิดว่าเราควรจะมองหา library ที่ถูกจริตเราสำหรับงานส่วนตัวของเรา (แต่เพราะเราไม่ใช่ frontend dev ก็อยากได้ component สำเร็จรูปทุ่นแรงพอสมควร) ช่วงกลางปีลอง Svelte ก็รู้สึกชอบแต่ pre-made component มันน้อย และงานเราเขียน Backend มากกว่า ปีหน้านี้ก็อาจจะเขียน VueJS ดูว่ามันเป็นยังไง


ลองกลับไปอ่านบล็อคปีที่แล้วดูก็พบว่าปีนี้แทบไม่ได้ออกงานพูดอะไรเลย สมัยยังเด็กที่บ้านสนับสนุน ไปรับไปส่ง เดี๋ยวนี้โตแล้วก็ต้องไปเอง เลยไม่ได้อยากไปงานไหนเพราะเสียค่ารถแพงและเราไม่อยากไปนั่งฟังเนื้อหาพื้นๆ – ส่วนมาก conference talk เราฟังครึ่งแรกก็พอจะเดาตอนจบได้แล้วนะ

แต่ถ้าเชิญไปพูดแล้วเรามีเนื้อหาพอดีก็ยินดีจะไปอย่างยิ่งเลย ปีนี้ไม่ค่อยมีคนเชิญเท่าไร แล้วก็ปฏิเสธไปงานหนึ่งด้วยเพราะไม่มีเนื้อหาให้ตรงกับธีมงานเค้า ปีหน้านี่ส่งหัวข้อให้ JavaScript Bangkok ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับเลือก ก็มีอีกงานของที่บริษัทจะจัดแล้วเชิญคนนอกมา ก็คงไม่ reach มากเท่ากันแต่ก็ยังดีที่จะได้ออกงานบ้าง

ข้อเสียของการไม่ไป Meetup คือก็ไม่ได้เจอผู้เจอคน สมัยก่อนคนรู้จักเราพอสมควร เดี๋ยวนี้คิดว่าเป็นตัวละครลับไปแล้ว

Vendor Relationship

ธีมของงานที่ทำในปีนี้คือ Relationship กับ Vendor ต่างๆ ที่เราใช้อยู่ ซึ่งอยู่ดีๆ ก็ได้มาโดยไม่มีใครมอบหมาย เพราะฝั่ง vendor ขยายทีมแล้วก็เลยติดต่อเรามา

เจ้าแรกเลยคือ Cloudflare ปีนี้ Cloudflare รุกตลาดไทยหนักมาก ซึ่งเราที่เป็นลูกค้าเก่าเค้าก็เลยเริ่มเห็นการดูแลลูกค้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก และเพิ่งมารู้ว่าเราเป็นลูกค้ารายแรกๆ ของเค้า เค้าเลยยิ่งอยากได้เราไปขายลูกค้าเจ้าอื่นต่อ

เราค่อนข้างเป็นแฟนบอย Cloudflare จากบล็อคของเค้า ก็ชื่นชมเค้าออกปากหลายครั้งว่าเป็นต้นแบบว่า Company Blog เราควรจะเป็นแบบนี้ ซึ่งบริษัทในไทยน่าจะมีน้อยนักที่จะเขียนเรื่องลึกๆ เกี่ยวกับ product แบบเค้า ถึงแม้ Cloudflare จะมีข่าวไม่ดีอยู่บ้างเช่นกรณีไล่ Daily Stormer ออก (แต่ออกปากว่า Net Neutrality) และ Cloudbleed แต่เราคิดว่าโอเคกับวิธีที่เค้ารับมือกับทั้งสองกรณีนี้นะ

ปีนี้ Cloudflare เชิญไปเยี่ยมออฟฟิศสิงคโปร์ถ่ายวิดีโอแนะนำลูกค้า ต้นปี 2020 น่าจะได้เห็นกัน ก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทบ้าง

From Marina Bay Sands

อีกเจ้านึงคือ Huawei Cloud ซึ่งก็เขียนลงบล็อคบริษัทไปแล้ว จริงๆ ก็ยังแปลกใจอยู่ว่าเรายอมซื้อเค้า (เพราะบริษัทเค้าก็ไม่ค่อยเป็นตัวเลือกที่ ethical เท่าไรนัก – ถ้ามีตัวเลือกที่ดีพอกันแต่ background check แล้วดีกว่านี้ก็คงอยากจะย้าย) แต่ถ้ามองที่ merit ของตัว product แล้วในตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวเลือกอื่นเท่าไรนัก โดยเฉพาะเมื่อ Cloud ตะวันตกยังไม่น่าจะมีแผนเข้ามาในไทยในอีกหลายปีนี้ ถ้าถึงเวลานั้นแล้วก็คงจะต้องพิจารณาใหม่อีกครั้ง


พอทำงานกับ vendor มากๆ แล้ว รวมไปถึงเขียนบทความต่างๆ ด้วย ก็มีคนถามอยู่บ้างเหมือนกันว่าไปเป็น influencer ให้เค้ามั้ย เราคิดว่าเราไม่โอเคกับการเป็น influencer เพราะคิดว่าเวลาเราอ่านรีวิวคนอื่นเราอยากได้ honest opinion เราก็อยากจะให้คนอื่นอ่าน honest opinion ของเรา (โดยเฉพาะที่ใช้งานจริงๆ) มากกว่าจะอวยเพราะเค้าบอกมาให้อวย

Open Source Burnout

หลังจากพยายามทำ Open source ให้ดังมาหลายปี ปีนี้ก็เริ่มพอจะเห็น Pull request ส่งเข้ามาบ้าง มีคนเอา library เราไปใช้ต่อยอดบ้าง

แต่มันก็เริ่มกลายเป็น burden เพราะตื่นมาเราจะเจออีเมล issue มาถามคำถาม, pull request ที่ต้องรีวิว กับ project เก่าๆ ที่ไม่มี passion ทำแล้ว ถึงมันจะน้อยมากแต่มันก็รู้สึกว่าเสียเวลา

สองคือ ไอเดียของ open source คือเราคัน เราก็ทำโปรแกรมมาแก้คันแล้วแจกออกไป คนเอาไปใช้ก็พบว่ามันแก้คันเค้าได้เกือบหมด แต่ไม่หมด เค้าก็เพิ่มฟีเจอร์แล้วส่งเข้ามา ซึ่งมันก็ตกที่เราที่จะต้อง maintain ต่อ และตลอดไปด้วยเพราะคนที่ส่ง patch มาก็ส่งเป็น one off ทั้งนั้นแหละ มันเลยยิ่งไม่มี passion เพราะฟีเจอร์ส่วนมากที่ต้องดูกลับไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เราใช้เอง

แล้ว contributor บางทีก็ยิ่งน่ารำคาญ เพราะพอเราจะต้องดูต่อ เราก็บงการเอาว่าอยากได้แบบนี้ contributor ก็บอกว่ามันก็เหมือนกันจะแก้ทำไม สุดท้ายเราก็ไม่กด merge มาจนถึงตอนนี้ เรื่องนี้น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เอาแล้ว

สามคือ เราไม่ได้คิดจะนั่ง polish มันไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ product ที่ต้องทำ sprint มันคือโค้ดที่เราใช้เสร็จแล้วเอามาแจกต่อ ผลคือ มันไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีทิศทางใดๆ ทั้งสิ้น ใครส่งเข้ามาตอนแรกก็ดีใจแล้วรับมาหมด จนกระทั่งมา refactor ทั้งแอพแล้วก็ตั้งคำถามว่าทำไมมันต้องมีฟีเจอร์นี้

และตอน refactor มันก็ไม่เหมือน refactor project ทั่วๆ ไป มันเหมือน dev ทั้งบริษัทลาออกหมดแล้วแล้วทิ้งไว้ให้เรา refactor – ถึงเราจะเป็นคนที่รู้มากที่สุดแต่เราก็ไม่รู้ทุกอย่าง จะถามใครก็ไม่ได้ จะตัดออกก็จะทำให้คนที่เค้าส่ง PR มาทำงานไม่ได้

Workflow

หลังจากนี้ก็คงคิดว่าจะปรับเป็นแบบ throw code over the wall แล้วคือโค้ดไหนเราไม่หวง เราก็ปล่อย open source เหมือนเดิม แค่ไม่มี support ใดๆ ทั้งสิ้น PR ไม่รับ issue ไม่ให้ส่ง แล้วก็ทำเฉพาะ use case ที่เราจะใช้ก็พอโดยไม่ต้องคิดถึงว่าจะต่อยอดยังไง ถ้าใช้แล้วถูกใจ fork ไป maintain เองแล้วกัน

แต่ที่สังเกตคือมันทำให้เรากลัวการ open source มากขึ้นมากๆ – เรากลัวว่ามันจะดังแล้วคนเอาไปใช้

TipMe

หลังจากปีที่แล้วที่มีแต่เรื่องวุ่น ปีนี้รู้สึกว่า burn out มากๆ กับบริษัท เพราะงานเอกสารต่างๆ ที่มันมากขึ้น และเราก็กังวล bus factor ของบริษัทเหมือนกัน จะไปเที่ยวช่วงต้นเดือนยังคิดแล้วคิดอีกเพราะมีหน้าที่ที่ต้องทำเยอะมาก

ปีนี้มีขยายไปหน่อยคือ LINE Pay ซึ่งทางนั้นมาชวนด้วยข้อเสนอที่น่าสนใจ จริงๆ เราก็คิดจะทำอยู่นานแล้วแต่ขี้เกียจ พอเค้าโทรมาชวนก็เลยรีบทำให้เลย รายละเอียดข้อเสนอเราคงบอกไม่ได้แต่จากยอดสุดท้ายแล้วคิดว่าเค้าก็ทิ้งเราไปไม่ได้ทำตามข้อเสนอฝั่งเค้า

ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก อย่างที่บอกว่าอยากทำอยู่แล้วและคิดว่าถ้าเค้าเกิดมันก็จะ hedge เรากับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ด้วย

สำหรับปีหน้าคิดว่ายังอยากจะ focus เรื่อง payment อยู่ที่ทำได้ไม่ค่อยดี และปีนี้ก็แทบไม่ได้แก้ไขเลย

Life

ช่วงกลางปีไม่สบาย เหมือนจะเป็นหวัดธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความ Mortality แล้วว่าใช้ชีวิตตามใจตัวเองแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันน่าจะอยู่ได้ไม่นาน

จริงๆ จะสิ้นใจตอนอายุมากอายุน้อยเราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไรเท่ากับว่าไม่ควรจะเจ็บป่วย ปีนี้ก็เริ่มปวดหลังเป็นระยะๆ แล้ว รู้สึกว่าควรจะเริ่มสนใจตัวเองมากขึ้น


อย่างที่เขียนไว้ปีที่แล้วว่าปีนี้จะไปดู Keyaki Republic ปรากฏว่าจองบัตรไม่ได้ ก็กำเงินที่เก็บไว้เฉยๆ ยังไม่ได้ไปไหนเลย

ปีหน้ารู้สึกว่าวงน่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ที่เห็นชัดๆ คือรุ่นสองมาแล้วแบบเมินเฉยไม่ได้เหมือนตอนมีวงน้องแล้ว คิดว่าคงยังตามคามิโอชิอยู่ห่างๆ เราไม่อยากรอถึงวันที่เพลงโปรดเราแต่เป็นใครไม่รู้มาเต้น cover แล้วใช้ชื่อวงเดิม ความรู้สึกอยากไปดูคอนเสิร์ทเค้าก็เลยยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพยายามจองบัตรอีกมั้ย

อีกทริปที่เคยวางแผนไว้คืออยากไปกินราเมง เพราะเราชอบ Tonkotsu Ramen (ซุปกระดูกหมู) แบบฟุกุโอกะ มากๆ (ถ้านึกไม่ออกร้านดังๆ ที่คนไทยรู้จักคือราเมงข้อสอบ – Ichiran Ramen กับ Ippudo ที่เซนทรัลเอามาเปิดในไทยแล้ว) แต่มันค่อนข้างเค็มและมัน กินบ่อยๆ ไม่ดี ครั้นจะไปเดินไล่กินแบบ YouTuber ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้ (ถ้าไปกินแล้วมื้อที่สามเลี่ยนอยากเลิกแล้วทำไง?) ก็เป็นแผนที่เขียนไว้อีกอันแต่ไม่รู้ว่าจะได้ทำเมื่อไร แต่คิดว่าปีหน้าน่าจะไป

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เคยมองยุโรปอยู่บ้างแต่รู้สึกว่ามันอยู่นอก comfort zone คิดว่าอยากไปแต่ไม่มีแผนเลยว่าไปทำอะไร ถ้ามีงานที่ส่งเราไปยุโรปได้ก็คงดี เหมือนถีบลงทะเลแล้วไปเอาตัวรอดเอาเอง


พอแผนไปเที่ยวพัง ก็รู้สึกว่าไม่ได้พักเลยทั้งปี ถึงเราจะทำงานค่อนข้างน้อยลงแล้วแต่การที่มันไม่มีช่วงหยุดยาวๆ ให้ hard reset ก็รู้สึกว่าเหนื่อย

อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ธีมบล็อคปีนี้ดูอึมครึมก็ได้ ที่สังเกตคือปีนี้ไม่ได้หัวเราะนานแล้ว ช่วงกลางปีพบว่าอย่างเดียวที่ทำให้เราตลกคือมุกที่เราเล่นเอง แต่พอปลายปีเข้าแล้วมันไม่เหลือมุกไหนเลยที่ขำ

จะเล่นเกมก็ไม่รู้จะเล่นอะไร เดี๋ยวนี้ไม่มี Drive ในการเล่นเกมแล้วนอกจากเกมมันจะฉุดเราเข้าไป พยายามหาสาเหตุก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร

ตั้งแต่ปีที่แล้วมาก็จะเล่น StarCraft II Coop เล่นไปจน Level หลายร้อยแล้วก็เบื่อ เพราะ Blizzard ไม่ออก map ใหม่มาเลย (เพราะมันไม่ได้ตังค์) ออกแต่ตัวใหม่ๆ เล่นจนเลเวลเต็มแล้วก็เบื่อกลับไปเล่นตัวเดิม ก็จน burn out แล้วก็เลิกเล่น ไปหาเกมใหม่

เกมใหม่ที่ว่าก็คือ RuneScape ซึ่งเราเล่นตอนสมัย 2012 แต่ตอนนั้นเกมมันปรับระบบใหม่หมดแต่ไม่ปัง ผู้เล่นหายไปเกินครึ่ง

ปรากฏว่าทีม Dev เค้าเอา Version เก่าประมาณปี 2007 กลับมาเปิดในชื่อ Old School RuneScape ซึ่งเราอยากได้เวอร์ชั่น 2011-2012 ที่เราเล่นกลับมามากกว่า (มันเล่นง่ายกว่า)

No photo description available.
พยายามจะเป็นธีมคริสต์มาส

เราใช้เวลาสองเดือนทำใจว่าถ้าจะเล่น Old School RuneScape จะต้องเริ่ม level 1 ใหม่หมดทุกสกิล แล้วตอนนั้นเรา grind ไว้เยอะมาก ยังจำได้ว่าเล่นจนหลับแล้วคอมโขกหัวตอนนอน เดี๋ยวนี้เวลาเล่นน้อยมากแล้วจะกลับไปเลเวลเท่าเก่าได้ยังไง

ปรากฏว่าเกมมันมี Mobile แล้ว และไม่น่าเชื่อว่าทีมพัฒนาเค้าสามารถ port เกมที่สร้างปี 2001 ไปลง Mobile ได้ ซึ่งเวลาเล่นก็จะลำบากหน่อยๆ เพราะมันคือ desktop UI ที่ปุ่มใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องคลิกขวาเหมือนเดิม แต่ก็ดีกว่าไม่มี

เราคิดว่ามันเป็นเกมมือถือที่ดีกว่าเกมมือถืออื่นๆ มาก หนึ่งคือเกมมันไม่ interactive มาก เราสามารถเล่นไปกินข้าวไป คุยกับคนอื่นไปได้ สลับแอพไปทำอย่างอื่นก็ได้

สองคือเกมมันไม่มี Microtransaction เพราะในเวอร์ชั่นใหม่มันมีและคนด่า ไปจนถึงเลิกเล่น เวอร์ชั่นนี้อย่างเดียวที่ซื้อได้คือเอา Airtime ไปแลกเงินในเกม (ซึ่งในทางกลับกัน คนที่มีเวลาเล่นแต่ไม่มีเงินก็เอาเงินไปซื้อ Airtime ไม่ต้องเติมเงินเล่นก็ได้) เราพยายามจะเล่นเกมที่เป็น free to play หรือ buy to play เท่านั้น ไม่อยากสนับสนุน freemium

เล่นๆ ไปก็เจอเพื่อนที่เคยเล่นแล้วกลับมาเล่นอยู่บ้าง คนหนึ่งตอนนี้ก็เรียนมหาลัยแล้ว อีกคนก็ไปทำงานต่างประเทศแล้ว แปลกใจดีที่ยังพอจำกันอยู่ได้และยังไม่ลบ friend กัน แต่เค้าก็ไม่ค่อยเล่นเท่าไรแล้ว

เป้าหมายที่มาเล่นรอบนี้ยังเหมือนตอนม. 3 คือเรายังอยากได้ Quest cape อยู่ (ทำ Quest ทั้งหมดในเกม) ซึ่งหลังจากเล่นมา 7 เดือนก็ได้ในวันคริสต์มาสพอดี

Quest เกมนี้ค่อนข้างสนุกและคิดว่า story หลากหลายและน่าสนใจดี เสียดายว่า Quest ดีๆ หลายอันใหม่กว่า 2007 ก็เลยจะไม่มีใน Old School ไม่แน่ใจว่าปีหน้าจะกลั้นใจไปเล่น RuneScape 3 ดีไหม

ที่ไม่โอเคกับเกมคือเราคิดว่าเราใช้เวลากับมันมากเกินไป (เหมือนกับสมัยม. ต้นที่เล่น) โดยเฉพาะการที่เกมมี Daily Activity มันก็เลยต้องทำ ก็คิดว่าน่าจะแบ่งเวลากับมันได้ดีขึ้นหน่อย อาจจะหลังเราได้ 99 Farming แล้วอาจจะอยากเลิกทำ Daily run ไปเลย

Love Story

เป็น section ที่ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนดีมั้ย เพราะมันไม่เหมือนบล็อคที่เขียนสมัยม. ต้นที่เราแอบชอบเค้าโดยที่เค้าไม่รู้ ตอนนี้เค้าอาจจะนั่งอ่านอยู่ก็ได้

แต่ในเมื่อปีที่แล้วเขียน Goal ไว้ตรงๆ ก็คิดว่าคงจำเป็นต้องเขียนถึง มันเป็น Goal ที่น่าจะใช้ความพยายามเรามากที่สุดเท่าที่เคยตั้งมา และมันเป็น Goal ที่ทำให้เราแทบบ้า


ช่วงปลายปีที่แล้ว ก่อนที่บล็อค 2018 จะออกนิดนึงก็คุยกับคนนึงไว้อยู่ เป็นเพื่อนในเน็ตที่รู้จักกันนานมากแล้ว ก็เลยชวนเค้าไปกินข้าวกันอยู่สองครั้งถึงจะแทบไม่เคยเจอหน้ากัน จนเวลาเหมาะสม ตอนต้นปีก็เลยบอกเค้าไปว่าชอบเค้าอยู่

เค้าเป็นคนที่ค่อนข้าง nice เค้าบอกว่าขอเวลาตัดสินใจสัปดาห์หนึ่ง

สัปดาห์นั้นเรากับเค้าคุยกันน่าจะมากที่สุดเท่าที่เคยรู้จักกันมา แล้วเราก็พบว่าเราคุยกับคนที่ไม่ค่อย active ในแชตไม่ได้ (คือเค้าก็ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจจะเมินอะไรแต่เค้าทำอย่างอื่นมากกว่านั่งจ้องจอแชต) วันศุกร์สัปดาห์นั้นบริษัทมีปาร์ตี้ เรากลับถึงบ้านหลังเที่ยงคืน เค้านั่งรอเรากลับถึงบ้านเพื่อที่จะบอกว่ามันคือเฟรนโซน

เราใช้เวลาหลายเดือนพยายามวิเคราะห์ว่ามันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนแล้วก็พบว่าจริงๆ แล้วการจะเป็นแฟนประเภทที่สนิทกันแล้วเป็นแฟนกันมันไม่ได้ทำแบบนี้ และไม่น่าจะใช้ได้กับทุกคน สองคือเราเองก็ไม่ได้เข้ากันได้กับเค้า เราแค่ชอบเค้าเพราะเค้าเป็นคนดีและน่ารัก


สัปดาห์ถัดมาหลังจากเหตุการณ์นั้นเราทำงานไม่ได้ เราส่งเมลลางานไปหนึ่งวันโดยเขียนเหตุผลว่า In a bad mood มันกลายเป็น running joke อยู่ช่วงหนึ่ง เพื่อนเราก็เคยเอาไปใช้ลางานอยู่ครั้งหนึ่ง (แต่คิดว่าไม่น่าใช่สาเหตุเดียวกับเรา) ก่อนที่จะลาออก

ผ่านไปเดือนสองเดือน เราก็ไปชอบอีกคนสองคน คือเราคิดว่าในเมื่อเราไม่ได้บอกสักคนเลยว่าชอบเค้า แล้วเค้าก็ไม่ได้บอกชอบเรามันก็ยังไม่มี commitment หรือเปล่า

แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ คนหนึ่งในนั้นเค้าอ่านออก เค้าไม่ชอบ และเค้าเพิ่งชอบผู้ชายคนอื่นอยู่

หลังจากพยายามตื้อเค้าอยู่พักหนึ่ง ก็เริ่มมีสติสังเกตว่าสิ่งที่ทำอยู่มันน่าเกลียดและหลายอย่างที่เราบอกว่าเราจะไม่ทำแล้วก็ทำไปหมดแล้ว เลยคิดว่าควรจะวางมือได้แล้ว อย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำแบบนี้

มามองตอนนี้ก็ได้แต่สงสัยว่าเพราะว่าอกหักหรือเปล่านะ หรือเพราะเป้าหมายปีนี้เราสูงเกินไป


จากเรื่องนี้เลยเข้าใจอยู่ 3 อย่าง

หนึ่งคือความรักไม่ใช่ของเล่น มันเล่นกับอารมณ์เราลึกๆ ตอนที่มีความสุขมันก็มีความสุขมาก แต่ตอนเป็นทุกข์มันก็เจ็บปวดมาก ถ้าจะมาเล่นเกมนี้อีกที คิดว่าอยากได้เหตุผลมากไปกว่าแค่ว่าอยากมีความรัก

สองคือคิดว่าในวัยประมาณนี้ทุกคนน่าจะมีสเปคในฝันกันแล้วก็ไล่ตามหาคนคนนั้นอยู่ มันก็เลยคลาดกันไปเพราะมันไม่ตรงกัน มันยังไม่ถึงเวลาสำหรับว่าคนๆ นี้คือคนที่ดีที่สุดที่หาได้แล้ว แต่ใครที่หาคนที่ตรงใจได้ก็คงโชคดีมากๆ

สามมันเป็น reality check ที่ดีมาก เราไม่เคยทำอะไรที่ใช้ความพยายามมากเท่าปีนี้ แล้วก็พบว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับความพยายาม โปรไฟล์ดีที่สะสมมามันเอาไว้สมัครงานได้ แต่ไม่ได้เอาไว้ยื่นขอเป็นแฟนเค้า​ (และเราก็พบว่าเราไม่ใช่คนดีอย่างที่คิด)


หลายปีก่อนเพื่อนถามว่า “ทำไมถึงอยากมีแฟน”

ตอนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้สักที

2019 New Year Resolution

สรุปจากปีที่แล้ว

Date

Spectacularly failed!

Mood Diary

Mood definition ที่เราใช้คือ

  • Rad – ตามชื่อ
  • Good – อารมณ์ดี
  • Good enough – ทั่วๆ ไป (สีเขียวเหมือน Good)
  • Meh – ถ้ามีใครมายุ่งจะกลายเป็น Bad
  • Bad – เหวี่ยง
  • Awful – เอามันออกจากหัวไม่ได้

ดูจากภาพแล้วก็น่าจะพอเดาได้ว่าวันไหนที่เรา in a bad mood

Wishlist

Nintendo Switch ซื้อแล้ว ส่วน Keyaki Republic สุ่มบัตรไม่ได้สองรอบติดกัน อันนี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราแล้วล่ะ

2020 Prediction

อย่างที่บอกปีที่แล้วว่าพอทำงานแล้วชีวิตมันคาดเดาอะไรไม่ได้เลย

กลับไปอ่านก็คิดว่าเราเดาถูกแค่อย่างเดียวคือจะเลิกตามเคยากิ แต่มันน่าจะคือสิ่งที่อยู่ในหัวตั้งแต่ตอนที่เขียนคำนั้นลงไปในบล็อคแล้วมากกว่าจะเป็น Prediction

เรื่องงานคิดว่าปีนี้ก็คงยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งไปไหน

Peter principle บอกว่า people in a hierarchy tend to rise to their “level of incompetence” เราเริ่มสังเกตว่ามีหน้าที่บางอย่างโยนมาแล้วเรารับไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะการที่มีลูกน้องให้ดูแล แต่ตำแหน่งปัจจุบันก็ค่อนข้างสูงแล้วก็เลยคิดว่าน่าจะถึง level of incompetence ในตอนนี้แล้วล่ะ

ก็เป็นเรื่องน่ากังวลบางเวลา แต่บางเวลาก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะตำแหน่งกับเงินเดือนก็เปลี่ยนแยกกันอยู่แล้ว และเรายังคิดว่าถ้า Manager ฝืนดันเราไปเป็นตำแหน่ง Management เราน่าจะทำงานได้ห่วยมาก ส่วนสายงาน Technical น่าจะยังต้องรอการขยายตัวของทีมไปอีกหน่อย เรายังเดาการโตของบริษัทไม่ค่อยได้ มันอาจจะเกิดขึ้นในปีหน้าเลยก็ได้นะ..

2020 New Year Resolution

ปีนี้พอจะมี Goal เป็นชิ้นเป็นอันหน่อย

New Blog

รู้สึกว่ารำคาญ WordPress Gutenberg มาก ไปจนถึงเกลียด

  1. มารู้ทีหลังว่ามัน lock in เพราะ Blog เก่าๆ เราเป็น markdown หมดทำให้ย้ายค่ายง่าย (ย้ายมาแล้ว 3 ที) ปรากฏว่า WordPress โยนต้นฉบับทิ้งหมดกลายเป็น HTML หมดแล้ว อันนี้โกรธมาก
  2. Source code highlighter ห่วยมาก มีบล็อคหลายเรื่องที่เขียนไปจนถึงตรงที่จะแสดงโค้ดตัวอย่างแล้วแต่มันแสดงไม่ได้ เลยโยนทิ้งถังขยะ (เพิ่งจะเห็นว่ามันแก้แล้วตอนปลายปี)
  3. เห็น Blog ฝรั่งแล้วคิดว่าถ้ามี aside/footnote เนื้อหาเราน่าจะอ่านง่ายขึ้น (เพราะไม่ต้องเอามาแทรกในเนื้อหา) แต่อยากได้แบบที่ไม่ต้องคลิกเยอะแบบ WYSIWYG editor

ปัญหาของการย้ายออกคือ

  1. จะเอา markdown กลับมายังไง และ Blog ที่ใช้ Gutenberg rich content (เช่นบล็อคนี้ – ใช้ Gutenberg เขียน Markdown นี่แทรกรูป inline ที่ไม่ใช่ block ไม่ได้) จะทำยังไง
  2. Content เก่าจะเอาไปด้วยแค่ไหน บล็อคนี้ตลอด 10 ปี content ย้ายมาต่อเนื่องตลอด แต่คิดว่า content เก่าๆ บางอันก็จูนิเบียวเกินกว่าจะอยากให้กลับไปอ่านแล้ว ควรจะเอาลง ก็ยังเลือก cutoff date ไม่ได้ว่าตอนไหนคือเหมาะ ตอนไหนคือเอาลง ตอนไหนคือล้าสมัยแล้ว อาจจะต้องนั่งคัดมือทีละอัน
  3. บล็อคใหม่ที่จะทำว่าจะใช้ static HTML generator (เช่น Gatsby) แต่ไม่แน่ใจว่ามัน scale กับ content จำนวนมากๆ (100 post+) แค่ไหน ยังไม่เคยเห็นบล็อคคนอื่นที่ใช้ Gatsby แล้ว content เยอะเท่าเรา
  4. server เครื่องที่ใช้อยู่นี้ไม่มี Continuous Deployment จะอัพเดตบล็อคยังไง โฮสต์ที่ไหน (คิดว่ายังอยาก self hosted อยู่ถึงแม้มันจะเป็น static files)
  5. Template แต่ก่อนโหลดเอาได้ ตอนนี้จะใช้ Theme อะไรที่อ่านง่าย คุณภาพสูงแบบ WordPress และไม่ตีกับเนื้อหาเก่า

ก็หวังว่าปีหน้าจะได้ย้ายอย่างจริงจัง จะได้กลับมาเขียน technical blog ได้

เลิกพูดแทรกคนอื่น

ปีนี้สังเกตว่าเวลามีคนมาถาม เราฟังไปนิดนึงก็เข้าใจแล้วแล้วก็จะพูดแทรกเค้าเพราะเราเดาได้ว่าเค้าจะพูดอะไรต่อและไม่อยากเสียเวลาพูด

ซึ่งมันเสียมารยาท ก็คิดว่าควรจะตั้งใจเลิกนิสัยนี้


จริงๆ อยากเขียนอีกอันว่าออกกำลังกาย นอนเยอะๆ ดูแลสุขภาพ ซึ่งคิดว่าควรจะต้องทำแล้ว แต่ถ้าเขียนเป็น goal ไว้ สิ้นปีก็จะได้แต่บอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

2018: 10th Anniversary Edition

ผ่านไปอีกปีแล้วสินะ… ปีนี้เพิ่งมาสังเกตใน sidebar ว่าตอนนี้ Quietly Verbose ก็ครบ 10 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อนะว่าเรายัง maintain มันอยู่

10th anniversary

ครบรอบสิบปี จะไม่ย้อนเล่าถึงอดีตก็คงยาก

(จริงๆ อยากใส่รูป แต่อายเนื้อหาจูนิเบียว)

ครั้งแรกสุดที่เขียนบล็อค ตอนนั้นใชั้ Exteen สมัยป. 4 – 6 สมัยนั้นมันจะมีระบบไดอารี่ออนไลน์ บล็อคนี่มันเลยรู้สึกว่าทันสมัยมาก โดยเฉพาะ Exteen หน้าตาจะดู modern ขึ้นมาหน่อย และเค้าบอกว่ามันคือ Blog เป็นรูปแบบใหม่ ก็ไปอ่านดูเข้าใจว่าไดอารี่คือเขียนทุกวัน แต่บล็อคคือเขียนอะไรก็ได้จิปาถะ และไม่ต้องลงทุกวัน ก็เลยเปิด Blog ขึ้นมา ก็เขียนเรื่อยเปื่อยว่า ทำอะไรอยู่บ้าง มีลงผลงานบ้างเป็นเกมหรือแอพเล็กๆ

สิ่งที่ได้จาก Exteen คงเป็น Cosplay ที่มารู้จักก็ตอนที่ระบบ tag เพิ่งเข้ามา แล้วเราไปดู tag ที่นิยมทำให้เรารู้จักกับ subculture นี้ (ใช่แล้ว เรารู้จัก cosplay ก่อน anime) วันก่อนกลับไปตามหาเลเยอร์ที่เคยตามสมัยนั้น ก็พบว่าตอนนี้น่าจะอายุ 30 กว่าแล้ว เลิก cosplay ไปแล้ว

ก็สงสัยเหมือนกันว่าอายุ 30 กว่าแล้วอะไรที่คิดว่าเราอยากจะทำแต่สุดท้ายก็ลืมมันไปบ้างนะ อันนึงที่พอรู้ตัวคือเรื่องเกมนี่แหละที่เล่นได้น้อยลง


ถัดมาหลังจาก exteen พอเริ่มมาทำเว็บจริงจังก็ host WordPress เองช่วงหนึ่งแต่ไม่มีคนอ่าน เพราะเวลาเขียนลง exteen หน้าแรกมันจะมี latest post คนจะหลงเข้ามา และเราเองบางทีไม่มีอะไรทำก็จะไปนั่งรีเฟรชรออ่านของคนอื่น พอย้ายไปโฮสต์เองแล้วไม่มีใครหลงเข้ามา

ประมาณม. 1 หลังจากมี home server ก็กลับมาเขียนบล็อคจริงจัง ตอนนั้นใช้ PHP เขียนบล็อคขึ้นมาแบบง่ายๆ คือเขียนเนื้อหาเป็น BBcode ลงไฟล์ไว้ พอคนเข้ามามันก็จะอ่านไฟล์ล่าสุดมาแสดง มีระบบ comment ง่ายๆ

จุดขายของบล็อค 1.0 คือแทบทุกอย่างจบใน PHP ไฟล์เดียว แล้วมันจะมีไฟล์ที่ About website ซึ่งสามารถ download source code ของเว็บได้ด้วย โดยมัน read file จริงๆ มาให้ตอนนั้นเลย แต่ทำไปสักพักก็พบว่าไฟล์เดียวเอาไม่อยู่ (โดยเฉพาะ assets) ก็ต้องยอมแยกออกมา

พอมาเขียน Python ก็เขียนบล็อคตัวใหม่ด้วย Web.py ตัวใหม่นี้ฉลาดกว่าเดิม คือมี Backend สำหรับเขียนบล็อค จะได้ไม่ต้องมาเขียนหน้าเครื่อง แต่ข้างหลังยังเป็น flat file อยู่ เพิ่มมีระบบ extensible เข้ามา ซึ่งก็เอาไอเดียมาจากบอร์ด Simple Machines พอสมควร

อันหนึ่งที่จำได้คือไปขโมยระบบสงกรานต์ของ exteen มาแล้ว implement backend เอง ซึ่งก็รู้สึกว่าเล่นได้ดีกว่าเพราะคนหนึ่งสาดน้ำได้ทีละหลายครั้ง รวมถึงกดสาดได้เลยไม่ต้องมี comment เหมาะกับบล็อคเล็กๆ มากกว่า

บล็อคเวอร์ชั่นนี้อยู่ไปพักหนึ่งก็พบว่า public blog ไม่ค่อยเวิร์ค มีอะไรที่อยากเขียนแต่ไม่ได้อยากให้ทุกคนอ่าน ก็เลยไปเปิด URL ลับคู่กัน ตอนแรกก็เขียนขึ้นมาเองแบบเร็วๆ (รู้สึกว่าวันเดียวเสร็จ ไม่แต่งอะไรเลย) ตอนหลังอยากลองเลยไปโหลดเอนจิ้นของ GoToKnow มาติดตั้ง รู้สึกว่าเวอร์ชั่นเก่าของมันจะสวยกว่าเวอร์ชั่นทุกวันนี้อีก


ประมาณสักปีหนึ่งก็ทำบล็อคหายไปหลังจาก upgrade ระบบแล้วทำข้อมูลหาย ใน Backup ที่มีก็ไม่สมบูรณ์ ก็เลยว่าจะเขียนตัวใหม่มาอีก แต่ก็ไม่ได้เขียนสักที จนมีเรื่องคันปากอยากจะเขียน (ทุกวันนี้ก็ยังจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร) ก็เลยไปโหลด Serendipity มาลง เขียนไปสักพักก็คิดว่าควรจะมีชื่อบล็อคเลยตั้งชื่อไปว่า Quietly Verbose ซึ่งตอนคิดก็ไม่ได้มีอะไรหรอกแค่รู้สึกว่าปกติชื่อบล็อคเท่ๆ เค้าจะต้องใช้คำขัดแย้งกัน แล้วมัน geek มากที่มันคือ -qv ใน shell

แล้วพอมานั่งนึกดูดีๆ ก็รู้สึกว่ามัน describe นิสัยเราด้วย คือเป็นคนเงียบๆ แต่ถ้าให้คุยนี่ขี้โม้ เค้าเรียกว่า Ambivert หรือเปล่านะ?


หลังจากยุค Serendipity ประมาณสักม. 3 ได้รับมอบหมายงานมา ตอนนั้นก็คิดว่าอยากลอง Drupal 6 พอมาใช้ดูแล้วรู้สึกว่ามันทำอะไรก็ได้ ก็เลย convert ทุก project ที่ทำอยู่เป็น Drupal ขนาดจะเขียนเกมก็ยัง build on top of Drupal (ไม่ใช่ module แต่เรา boot Drupal ขึ้นมาในไฟล์ entrypoint ของเราเอง) บล็อคนี้เองก็เป็น Drupal ไปด้วย ถึงขนาดมี Forum เพราะมันเป็นมอดูลที่แถมมา

เห่อ Drupal อยู่สักปีหนึ่งก็ระลึกได้ว่าบล็อคส่วนตัวไม่มีใครเค้ามี Forum กัน เลยยอม convert มาเป็น WordPress เป็นครั้งสุดท้ายจนถึงทุกวันนี้ ในหลังบ้านเราเลยมี entries ย้อนกลับไปจนถึงเวอร์ชั่นที่เป็น Serendipity บางอันก็ซ่อนๆ หรือลบไปแล้วเพราะมันจูนิเบียว (รู้สึกว่าจะซ่อนไปครึ่งบล็อคเลยมั้ง) แต่ entry เก่าๆ อาจจะมี formatting ไม่ทำงานบ้าง เพราะ Jetpack มันไม่ยอม format markdown ให้ต้องกลับไปเปิดให้ post เก่าๆ แล้วกดเซฟใหม่ อันนี้แก้ไม่ไหวและขี้เกียจเข้าไป DB แก้ด้วย (ถ้าจำไม่ผิดเคยดูหลายปีก่อน มันยุ่งยากมาก ไม่ใช่แค่ UPDATE คำสั่งเดียวจบ)


พูดถึงอนาคตของบล็อคนี้ก็ยังรู้สึกว่าเนื้อหาจะลงน้อยลงเรื่อยๆ บล็อคนี้เกิดขึ้นก่อนสมัยมี Facebook บางเรื่องเลยเป็นเรื่องส่วนตัวเพราะไม่มีที่ให้ลงที่อื่น พอมี Facebook แล้ว ความง่ายในการโพสต์มันทำให้เราไม่ค่อยอยากจะต้องตัดสินใจว่าอันนี้ส่วนตัวหรือเปล่า ก็เลยเขียนทุกอย่างลง Facebook จะมาเขียนลงบล็อคก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องใช้ formatting ยากๆ แค่นั้น

Facebook เข้ามาก็ช่วยแก้เรื่อง self hosted blog แล้วไม่มีคนอ่านได้ เพราะเราก็สามารถ post ลง Facebook แทนได้ แต่ปัญหาที่น่ารำคาญกว่าคือ social circle มันกลับกว้างเกินไปจนบางคนที่มา comment ก็น่ารำคาญ มันทำให้เราต้องเริ่ม fact check บทความมากขึ้นไม่งั้นจะโดนใครไม่รู้ดราม่า ความสนุกในการเขียนมันก็เลยลดลง (ใน Facebook เองก็จะเห็นว่าหลายปีให้หลังนี้เขียนอะไรลง public น้อยลง) เมื่อเทียบกับว่าสมัยก่อน คนอ่านบล็อคประจำก็จะเป็นเพื่อนเรา ใหญ่กว่าเพื่อนเราก็จะเป็น community ของเว็บที่เราอยู่ ตอนนี้ Facebook มันมีตัวเลือกแค่เพื่อนเรากับใครก็ไม่รู้

2018

เข้าเรื่องของโพสต์ย้อนประจำปีกันบ้าง

ปีนี้รู้สึกว่าโดนลากออกจาก comfort zone ไปเยอะมาก ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าทำไมทำได้ขนาดนี้ เพราะเราเองก็ไม่ได้คิดจะขยับตัวไปไหนเลย แต่สถานการณ์มันกลับฉุดเราออกไปเอง ซึ่งก็ดี แต่ก็ทำให้เหนื่อยมาก ช่วงหลังนี้คิดว่าถอนหายใจอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง

Japan trip

อยากได้ Night sight

ไม่คาดคิดว่าความบ้าไอดอลเราจะพาเราไปถึงญี่ปุ่น แล้วไปคนเดียวด้วย

จริงๆ ไม่ชอบไปเที่ยวเท่าไร คือรู้สึกว่าการเดินทางมันควรจะมีวัตถุประสงค์ (เวลาคนชวนถึงถามว่า “ไปทำไม”) แล้วพอบอกว่า sightseeing มันเลยแปลกๆ เพราะมันไม่มี definition of done ชัดเจน เช่น ถ้าให้ดูรูปวาด เราอาจจะดูไกลๆ ก่อนแล้วลองดูในรายละเอียดฝีแปรง เทคนิคต่างๆ ลองดูในมุมด้านข้าง ดูครบแล้วเราก็คิดว่าภาพนี้เราพอใจแล้ว แต่พอเป็นสถานที่มันมีอะไรเยอะแยะเกินกว่าที่จะสามารถจะบอกว่าทำครบทุกอย่างแล้ว

พอมีเรื่องงานจับมือมามันเลยทำให้การเดินทางเรามีจุดประสงค์ชัดเจนมากกว่าแค่เดินไปเดินมา


หลังงานจับมือก็คิดว่าเราน่าจะเที่ยวตามงานจับมือได้ คือเปลี่ยนเมืองที่ลงไปเรื่อยๆ แล้วก็เที่ยวในบริเวณนั้น ถ้าไปทุกปีก็จะได้ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ได้อีกหลายปี

ช่วงหลังๆ มานี้รู้สึกว่าตามไอดอลน้อยลง รายการก็ไม่ได้ดูมาหลายเดือนแล้ว อาจจะเป็น burnout ที่คลั่งมากแล้วดูเยอะไป (แต่ก่อนคือแต่ละตอนจะดูสด ดูย้อนหลัง ดูซับอังกฤษ ดูซับไทย) จนสุดท้ายก็ไม่ดูเลย อันนี้ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ แล้วก่อนหน้านี้ก็คิดว่าจะไปจับมือซูมินถ้าจองได้ แต่ซูมินก็แกรดไปแล้ว ปีหน้านี้ก็เลยยังไม่รู้ว่าไปด้วยเหตุผลอะไร

บวกกับประสบการณ์งานจับมือที่ผ่านมา ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้อยากไปแล้ว เพราะไปงานจับมือก็ต้องนั่งรอรอบอยู่นานมาก พอเข้าไปคุยไม่กี่วินาทีแถมก็พูดได้อยู่แค่ไม่กี่คำเพราะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง เลยรู้สึกว่าครั้งหนึ่งก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นคอนเสิร์ทยังอยากไปอยู่ ถ้ามีคนชวนไปด้วยและช่วยภาษาญี่ปุ่นได้ก็คงไป (อันนี้จริงจัง มาชวนได้เลย)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากเบรคออกจากชีวิตบ้าง กำลังคิดว่าปีหน้าอยากจะทัวร์หลายๆ จังหวัดซัดราเมง ไม่รู้จะมีพลังพอทำขนาดนั้นหรือเปล่านะ…

Conference

ความเจ๋งอย่างหนึ่งของการอยู่วงในคือเราได้ลองของเล่นใหม่ๆ เรื่อยๆ เพราะเรามี scale ที่ใหญ่พอที่จะมีปัญหาที่ scale เล็กไม่เจอ แต่ก็เล็กพอที่เราจะไม่ได้ซีเรียสเรื่อง stability ขนาดคอขาดบาดตาย ซึ่งถ้าเล็กกว่านี้ solution ขนาดใหญ่อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะใช้ หรือถ้าใหญ่กว่านี้เช่น ธนาคาร หรือเว็บ global e-commerce แล้ว downtime กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่า ก็จะทำให้ต้อง move ช้าลง ซึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ในระบบแบบนั้นเราจะกล้า innovate แบบนี้หรือเปล่า

ไม่มีรูปตัวเองบนเวทีอ่ะ

ต้นปีมีงาน ReactJS BKK ช่วงนั้นพอดีนั่งทำ Blognone Jobs อยู่ ก็เลยได้ใช้ MobX จริงจัง แล้วก็อยากเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังบ้าง

ตอนหลังงานแล้วรู้สึกว่า session เรามี impact พอสมควร คนก็เริ่มพูดกันถึง MobX อาจจะเพราะมีถึง 3 คนที่กล่าวถึง state management ในงานด้วย แต่ปลายๆ ปีนี้รู้สึกว่าเราจะเริ่มไม่ค่อยได้ยุ่งกับงาน frontend แล้ว ก็เลยไม่ได้สำรวจว่ามีคนไปใช้จริงมากน้อยแค่ไหน เหมือนกระแส MobX ก็แผ่วไปเยอะ

งานเค้าให้รูปนี้มาติดฝาบ้านด้วย

อีกงานหนึ่งช่วงกลางปี พี่พงษ์ 3DS ติดต่อมาว่าอยากให้ช่วยพูดงาน DevOps หน่อย พอดีว่าเค้าเลือกหัวข้อ Istio ไว้แล้ว ก็เลยโยนให้เราเลยว่าเอาเรื่องนี้ละกันนะ พอดีกับว่าที่วงในเทสอยู่ด้วยก็เลยเอาไปเล่าง่าย

ปรากฏว่างานมันกลับใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทีแรกคิดว่ามันจะแค่ห้องโรงแรม เอาไปเอามาได้ถึง Bitec ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนฟังเราขนาด 2 hall ครั้งแรกในชีวิตที่พูดขนาดห้องแค่ 503-504 ที่ภาควิชายังตื่นเต้นเลย ครั้งนี้คนลงทะเบียนงานมาเกินกว่า 1,000 คน ซึ่งก็ดีใจ เพราะเคยบ่นกับเพื่อนหลายคนว่าสาย frontend เดี๋ยวนี้ชักจะเสียงดัง อาจจะเพราะมี community member ที่เป็นเน็ตไอดอลเยอะ ขยันจัดงาน และมี Google หนุนหลัง แล้วทำไมสายอื่นๆ กลับเงียบเหงาเหลือเกิน พอมีงานนี้มันยิ่งพิสูจน์ว่า DevOps ก็มีแรงเหมือนกัน!


โดยรวมแล้วรู้สึกว่าปีนี้ public session งานต่างๆ ยังไม่รู้สึกว่าชอบตอน present อันไหนเลย มัน deliver แย่เพราะตื่นเต้น ที่ตื่นเต้นไม่ใช่เพราะกลัวคนดู แต่มันเป็นฟีลเหมือนหนังผีที่ลุ้นว่าเมื่อไรผีจะออก คือนั่งรอ present อยู่แล้วก็ลุ้นว่าเมื่อไรจะถึงคิวเรา ก็กำลังสงสัยว่าอาจจะเป็น Social anxiety disorder

ไปนั่งคุยกับพี่ๆ Speaker งาน DevOps คนอื่นๆ ก็ได้ feedback มาว่าเนื้อหาเราทำ advance เกินไป ต้อง tone down ลงมาหน่อย อันนี้ก็คงต้องรอดูว่าจะมีโอกาสได้พูดเนื้อหาเบาๆ บ้างไหม แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าการทำเนื้อหาง่ายๆ ใครก็ทำแล้ว Medium blog แนะนำ tool ตัวโน้นตัวนี้มีเต็มไปหมด เนื้อหาเองบางทีก็ไม่ต่างกับ tutorial ในเว็บโครงการ เราอยากให้คนฟังได้อะไรมากกว่าแค่พื้นฐานที่ไปเล่นเองก็ได้

คิดว่าเนื้อหาที่ภาษาไทยยังไม่ค่อยมีคนเขียนกันคือ story ของปัญหาและแนวคิด วิธีการแก้ไข เช่นปีที่ผ่านมาก็จะมีเรื่องเก็บไฟล์บัตรประชาชนของ TipMe ซึ่งพวกนี้เราว่าบริษัทหลายที่ก็น่าจะมีเรื่องให้เล่าเยอะแยะ แต่กลับไปเสียเวลานั่งเขียน tutorial พื้นฐาน (อยากยกตัวอย่างอยู่นะ มีหลายที่เลย แต่ไม่ดราม่าดีกว่า 555)

Content พวกนี้เราว่ามันมีค่ามากกว่า Tutorial เฉยๆ เยอะเพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้ให้โจทย์เดียวกัน ให้เรา implement ที่ Wongnai หรือ Blognone หรือ TipMe ก็อาจจะได้คำตอบต่างกัน เพราะ resource ที่มีไม่เหมือนกัน และ culture องค์กรก็ต่างกัน

อีกเรื่องที่อยากสนับสนุนคือวงการ Python ในไทยเงียบมาก (แต่มี meetup ทุกเดือนนะ!) อยากจะเข้าไปร่วมด้วยแต่รู้สึกว่าค่อนข้างยากเพราะ Python มันกว้างขวางมาก งาน PyCon Thailand ที่ผ่านมา หัวข้อที่เป็นเว็บก็มีไม่มาก เพราะมันกว้างตั้งแต่ data science ไปจนถึง visual effects เลยทีเดียว มันเลยยังไม่รู้สึกว่าอินเท่าไร บวกกับ comfort zone เราด้วย งานบางงานจัดหลังเลิกงานเลยไม่ค่อยอยากไป

AWS re:invent

ช่วงกลางปีทีม Blognone ก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไป AWS re:invent ตอนนั้นก็ดีใจมากเพราะยังไม่เคยไปอเมริกา รวมถึงว่าปีที่แล้วเรานั่งดู Keynote อยู่ที่บ้าน (ที่เปิดตัว EKS) ปีนี้จะได้ไปดูสดเป็นครั้งแรกแล้ว!

แต่ข้อแม้คือที่ไปนี่เป็นบัตร Press หมายความว่ามันก็จะมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ แลกมากับอภิสิทธิ์บางอย่าง เช่น เรามี lounge ของ Press โดยเฉพาะ และเวลาดู Keynote จะได้นั่งแถวพิเศษ (แต่ก็ต้องรีบเข้าไปก่อนเวลาเพราะที่ press ก็เต็ม)

Songs out of context by Andy Jassy

ความรู้สึกของการดูแถว Press คือ Press ที่มาส่วนมากไม่ใช่ engineer เค้าจะไม่เข้าใจ pain point เรา ทำไมตอน launch Timestream Database แล้วทั้งห้องเฮกันแต่ press นั่งเงียบ ในขณะที่ launch Blockchain แล้ว press ปรบมือกันแต่ทั้งห้องเฉยๆ มันเลยไม่อินเท่าไรที่เราอยากจะเฮดังๆ แต่คนข้างๆ ไม่เฮด้วย อยู่บ้านยังเฮได้มากกว่านี้

ตัวงานรู้สึกว่าเฉยๆ ถ้ามาเองคงเสียดายเงิน เพราะ session อยู่ห่างกันมากทำให้อะไรที่อยากเข้าก็จะไม่ได้เข้า เลือกเอาตามความสะดวกมากกว่า (ส่วนมากคือสะดวกไปนั่งห้อง Press) ที่สำคัญคือมีใน YouTube หลายอัน ก็ได้เข้าแค่ 3 session แล้วก็หลับทุกอัน เพราะเนื้อหามันเคยดูใน YouTube หมดแล้ว

อยากลากเส้นให้ดูว่ามันไกลแค่ไหน แต่ตอนนี้ Gutenberg Block มันยังทำได้แค่นี้แหละ…

เวลาบอกไปงานนี้ หลายคนก็ถามว่าไปเที่ยวเป็นยังไงบ้าง ซึ่งก็บอกได้เลยว่าไม่ค่อยได้เที่ยวเพราะงานของ Press นอกจากจะมาดู Keynote แล้วยังต้องสัมภาษณ์ลูกค้าที่เค้าจัดมาให้อีกด้วย ซึ่งด้วยความที่วงในก็เป็นลูกค้าที่ AWS เคยมาหาแล้ว เวลาลูกค้าบางเจ้าให้สัมภาษณ์หลายๆ ครั้งก็เลยจะเฉยๆ เพราะเราก็เคยผ่าน process ตรงนั้นมาบ้างแล้ว พอสัมภาษณ์เสร็จก็อาจจะสัก 3-4 โมง นั่งอยู่ห้อง Press สักพักหนึ่งก็จะมีนักข่าวสำนักอื่นชวนไปช็อปปิ้ง ก็ติดเค้าไปด้วย แต่ด้วยว่าเราไม่ได้ชอบซื้อของแฟชั่นก็เลยไม่ค่อยอินเท่าไร ไปช็อปเสร็จก็เหนื่อยแล้ว ไปนอนอยู่ในห้องเขียนข่าวดีกว่า

ที่พิเศษจริงๆ ก็คงเป็นว่าเราขอเค้าพิเศษว่าอยากสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Container (จะบอกว่าไม่สัมภาษณ์ใครเลยได้มั้ยก็จะน่าเกลียดไป) เค้าก็เลยนัด Jeff Barr กับ Shaun Ray มาให้ ซึ่งก็คือคนที่เขียนบล็อค AWS เลยแหละ ก็เสียดายนิดหน่อยว่าถ้าเรามีคำถามจริงจังก็อาจจะลงเป็นบทสัมภาษณ์ได้ (พอถามทีม Blognone ไปก็ไม่ได้อะไรมา เค้าก็บอกว่าลงข่าว announcement ก็พอละ สัมภาษณ์มีก็ถือเป็นโบนัสไม่ได้ซีเรียส) สุดท้ายเลยมีแค่ทวงเป็นการส่วนตัวว่าเมื่อไรจะสนใจ container บ้าง

School

จาก 2018 New Year Resolution ก็คิดว่าพยายามจะทำอะไรให้โรงเรียนบ้าง

ที่คิดว่าเวิร์คคือ เอา IoT ไปขายครูเพราะตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง IoT เคยโชว์ให้น้องๆ ก็ว้าว ครูเองก็สนใจอยากได้วิธีการทำ IoT แบบง่ายๆ และใช้ได้จริง เพราะปัญหาของการสอน IoT คือจริงๆ มันเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์มานานมากแล้ว พวกเปิดปิดไฟผ่านเว็บ หรือ Smart farm ต่างๆ แต่ทำยังไงให้มัน user friendly พอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ และ usable พอที่จะทำใช้เองได้ ไม่ใช่บอกว่าเปลี่ยนตู้เบรคเกอร์เป็นแบบที่เสียบแลนได้ แบบนั้นต้องเรียกช่างไฟมา ยุ่งยากเกินไป ผู้ปกครองไม่ให้ทำ ทำเอาไปโชว์ได้ แต่ใช้งานจริงไม่ได้

ก็เลยต้องเล่าถึงพวกของที่เราใช้อยู่ในบ้าง เช่น Xiaomi Smart Home ที่ซื้อมาเสียบปลั๊ก ใช้แอพมันได้เลย หรือ Sonoff ที่เสียบสายแล้วใช้ได้เลย

ส่วนที่ลองแล้วไม่เวิร์คคือบริจาค Raspberry Pi พร้อมอุปกรณ์และหนังสือให้โรงเรียน ปรากฏว่าไม่ค่อยว้าวด้วยหลายเหตุผล

เรื่องแรกคือถ้าบอกว่ามันเป็นคอมพิวเตอร์อันเท่าฝ่ามือ มันก็จะว้าว แต่ถ้าลองคิดดูว่ามันคือ CPU มือถือตกรุ่นแล้ว ขนาดเท่าฝ่ามือมันเลยเป็นเรื่องธรรมดามาก มือถือเล็กกว่านี้ แรงกว่านี้มีเยอะแยะ

อีกเหตุผลคือมันยุ่งยากที่จะเปิด กว่าจะเสียบแล้วใช้ได้ก็ต้องยืมอุปกรณ์ชาวบ้านเยอะ จอเอย ปลั๊กเอย ทำให้ครูจะเล่นเองก็ลำบาก และครูก็ไม่ได้ถนัด Linux หรือ Hardware ซึ่งตรงนี้ก็ลืมคิดไปเลย เพราะเรามองว่า ARM Linux ง่าย ใช้ภาษาอะไรเขียนก็ได้ แต่เค้าไม่ได้คิดแบบนั้นกลับมองว่า Arduino ที่เสียบแล้ว flash-run ได้เลยง่ายกว่า อาจจะเพราะงานระดับโครงงานนั้นยังไม่มี use case ซับซ้อนแบบที่เราทำอยู่ด้วย

ปีหน้าก็คงจะต้องเปลี่ยนแผนเป็นซื้อพวก smart home สำเร็จรูปไปให้เด็กๆ ว้าวน่าจะดีกว่า แต่ข้อเสียก็คือมันเอาไปต่อยอดได้ยากด้วย ต้องดูอีกทีว่า Raspberry Pi ที่ให้ไปจะขึ้นหิ้งไปหรือยัง


อีกงานหนึ่งที่ไปและคิดว่าจะยังไปอยู่เรื่อยๆ คืองานแนะแนวน้องๆ อยากรู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ คิดอะไรอยู่ แล้วก็พบว่างานปีนี้ด็กที่มาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเลย คุยกับครูคอมหรือครูแนะแนวได้ข้อมูลมากกว่า ก็เลยเสนอแนะไปทางสมาคมนักเรียนเก่าแล้วว่าครั้งหน้าน่าจะแยกอาชีพสายคอมพิวเตอร์ออกจากวิศวะ ไม่งั้นไปนั่งรวมกับวิศวะแล้วเหมือนคุยคนละภาษา “พี่ไปทำงานบนแท่นเดือนนึงไม่ได้ไปไหนเลย” “อ๋อ พี่นั่งเขย่าขาสั่ง server 50 ตัวอยู่ออฟฟิศติดแอร์กลางทองหล่อ” มันแปลกๆ และน้องที่ฟังเองถ้าสนใจคอมพิวเตอร์ก็คงเบื่อที่ต้องนั่งฟังพี่ๆ เรื่องโรงงาน

NSC

นอกจากจะไปที่โรงเรียนแล้ว ปีนี้ก็ยังได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นกรรมการ NSC จากที่เคยเป็นแต่ผู้เข้าแข่งขัน หวังว่าปีหน้าเค้ายังจะเชิญอีก

เค้าบอกว่าปีนี้กรรมการใหม่ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะดีเพราะรู้สึกว่ากรรมการเดิมๆ จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (ไม่รู้ใช่หรือเปล่านะ) แต่ครั้งนี้ก็เห็นจะมีหมวดละหนึ่งคนที่มาจากบริษัท อาจจะเพราะ NECTEC อยากจะลบภาพว่าทำแต่งานขึ้นหิ้ง เลยอยากได้มุมมองของคนใน industry บ้าง

พอเป็นกรรมการแล้วการเดินดูงานมันก็เปลี่ยนไปเพราะเราคล้องบัตรกรรมการอยู่ จะเดินไปดูบูทเด็กมัธยม (เพราะเรามาจากหมวดนี้ รวมถึงอยากช่วยแนะนำน้องๆ ที่โรงเรียนเลยต้องมาศึกษาดูด้วย) น้องที่เฝ้าบูทก็จะดูกลัวๆ ต้องรีบบอกก่อนว่าเราไม่ใช่กรรมการหมวดนี้ คุยกันได้สบายๆ (แต่เนื่องจากเคยยืนบูทก็เข้าใจได้ว่าถึงจะกรรมการจะพูดแบบนี้เราก็จะ treat เค้าอีกแบบ) จะพาคนรู้จักไปแนะนำงานที่ตัวเองตรวจมาก็ไม่ได้ เพราะเราพูดไปเค้าก็จะรู้ว่ากรรมการคิดยังไงกับแต่ละผลงานก่อนที่ผลตัดสินจะออก

ที่สังเกตเห็นชัดมากคือ passion น้องมัธยมมีมากกว่าน้องมหาลัยเยอะ เราไม่รู้ว่าน้องมัธยมเลือกหัวข้อเองมากน้อยขนาดไหน แต่คิดว่าน้องมหาลัยก็คือเอา project จบมาส่ง แล้วไม่ได้ใส่ใจเลยเพราะเอางานที่ไม่เสร็จมาโชว์ ถึงจะบอกว่ากำหนดส่ง project มันหลังจากนั้น ยังมีเวลาทำต่อ แต่เราว่าถ้าเลือกส่ง NSC แล้วก็ควรจะต้องแพลนกำหนดส่งให้เท่ากับของ NSC ที่สั้นกว่านะ (เป็นเหตุผลที่ไม่เอา project จบตัวเองส่ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าแนวนี้ไม่ได้รางวัลที่ 1 แน่ๆ เลยไม่อยากกดดันทีมให้ต้องลด timeframe ลงมา)

หลังงานทาง NECTEC ติดต่อกลับมาอีกทีว่าขอสัมภาษณ์รุ่นพี่ NSC ไว้ในโอกาส 20 ปี NSC ในเฟสบุ๊คเราแนะนำบทสัมภาษณ์นี้ว่า “Kimi no Shiranai monogatari” (เรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้) คิดว่าถ้ายังไม่อ่านแนะนำให้อ่าน หลายๆ เรื่องในนี้น่าจะ exclusive เลย

TipMe

Prediction ของปีที่แล้วบอกว่า TipMe จะโตขึ้นกว่านี้เยอะ ปรากฏว่าพนักงานเราโตขึ้นจริง 100% คือเรามี part time มาช่วยเราแล้ว และถ้านับคนที่เกี่ยวข้องแล้วยังมีอีกหลายคน

ถ้าให้นิยามปีนี้คงต้องบอกว่ามีแต่โชคร้าย แต่เราโชคดีที่เตรียมรับมือไว้แล้ว

รับปีใหม่ 2018 ทางทรูใส่ rate limit เข้ามาทำให้ server TipMe โดนบล็อค แล้ววันที่รู้คือเราอยู่ MBK ต้องมานั่ง rotate IP ช่วงนั้นแทบจะบ้า ออกไปไหนไม่ได้นั่งเฝ้า monitoring ตลอดช่วง peak time แต่ก็รู้สึกว่าโชคดีที่คิดย้าย server ออกไปบน Cloud ก่อนแล้ว ถ้าตอนนั้นยังอยู่บน VPS นี้ก็คงไม่มีทางออก

ตอนนั้นพ่อก็ให้ไอเดียว่าก็ซื้อเครื่องมาเยอะๆ เลย ดีกว่าเสียเวลามานั่งเฝ้า ไอเดียนี้เราก็เคยคิดแต่ปัดตกไปแล้ว เพราะเราไม่เคยคิดในมุม tradeoff กับเวลา เราคิดว่ามันจะเปลืองค่าใช้จ่าย สุดท้ายก็ใช้วิธีไปเก็บกับ user เอาแทน

ความโชคดีคือคู่แข่งในตอนนั้นถูกทรูแบนบัญชีไปในเวลาใกล้ๆ กัน ก็เลยเหลือแค่เราเจ้าเดียวในตลาด แต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าเราควรจะ exit มั้ย

ปรากฏว่าผ่านไปหลายเดือน จากที่ไม่บังคับจ่ายเงิน พอมาบังคับให้เสียค่าบริการ รายได้ TipMe โตขึ้นมากจนเรารู้สึกว่ามันจะต้องเปิดบริษัทแล้วล่ะ จะได้ offload ภาษีเราไปด้วย ก็เลยจดบริษัทขึ้นมากลางปี (ปรากฏว่าบวกลบแล้วน่าจะเสียภาษีมากขึ้นอยู่ดีล่ะมั้ง…)


เปิดบริษัทไปได้สักสองสามเดือน True Wallet ก็ปิดในช่องทางที่เราใช้อยู่ ตอนนั้นก็มีตัวเลือกแค่ว่าปิดบริษัทที่เปิดมาได้แค่สองสามเดือน หรือจะไปต่อ ก็รู้สึกว่าบริษัทเพิ่งเปิดเอง จะรีบปิดไปก็ไม่ใช่ เสียเงินเสียเวลาไปตั้งเยอะ ก็เลยตัดสินใจสู้ต่อ โดยไปขอ API True Wallet มาจริงจังและเลิกจะใช้ท่า hack แล้ว

ในขณะที่เรารอ API อยู่ก็มีคนเปิดท่า hack อยู่บ้าง และมีคนถามอยู่เหมือนกันว่าจะเปิดแบบ hack มั้ย เราก็บอกได้แค่ว่าแบบนั้นไม่เอาแล้ว เราเปิดมานานแล้วเราไม่จำเป็นต้องเล่นฉาบฉวยอีกต่อไป ตรงนี้รู้สึกว่าเริ่มคิดถูกที่เปิดบริษัท และโชคดีที่เปิดมารอพอดี เพราะพอเราขอ API แล้วเป็นรูปบริษัท มันมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ตอนนี้ใครชำระเงินก็จะขึ้นเป็นบริษัททิปมี ไม่ใช่ชื่อเราอีกต่อไป

แต่กว่าที่จะได้เปิดระบบนี้ก็ติดปัญหาเยอะพอสมควร เพราะความล่าช้าของ partner ด้วยเนื่องจากเราได้ใช้ API ใหม่ถอดด้าม กว่าทางนั้นจะส่งมาให้ก็ล่วงเลยเวลาที่สัญญากับผู้ใช้ไปแล้ว ก็ต้องรีบมาเขียนโปรแกรมต่อ

ช่วงที่ได้ API มาก็ไม่รู้เรียกว่าโชคดีหรือเปล่า เพราะเป็นวันหยุดยาวพอดี ต้องมานั่งเขียนโค้ดไม่ได้ออกไปไหน จนถึงเดือนพฤษจิกายนก็เปิดได้ แต่เปิดได้ไม่ใช่ว่าเสร็จ เพราะยังเหลือปัญหาหลังบ้านอีกเยอะที่ต้องคอยแก้ แต่เวลาเขียนโค้ดแต่ละวันก็มีไม่มากเขียนได้ทีละนิดละหน่อย ก็ยังดีว่าถึงธันวาแล้วเรายังสามารถ launch ได้ตามกำหนด


ตลอดปีนี้ ที่ dev และ maintain ทรูวอลเล็ตมาทำให้เราได้อะไรเยอะมาก

มันสอนเรื่อง Crisis management ให้เราต้อง balance ว่า ระหว่างไม่พูดอะไรเลย กับเสียลูกค้าจะทำอะไร แล้วที่ยากกว่า Crisis management ทั่วๆ ไปคือปัญหาของเราไม่ได้จบที่ marketing แต่ต้อง develop ด้วย ถ้าเราพูดอะไรไปเร็วเกินไปแล้วทำไม่ได้ก็จะเสียคำพูด

สุดท้ายเราไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน แต่เราไม่โอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เราเสียคำพูดกับ user ไปไม่รู้เท่าไร สิ่งที่สัญญาไว้ทำไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายกลายเป็นว่าพอมีลูกค้าถามเราต้องปฏิเสธลูกค้าเพราะไม่อยากสัญญาอะไรแล้ว

ปัญหาทั้งหมดนี้ตรงนี้มัน force เราให้เรียนรู้ธุรกิจอีกเยอะ นอกจากจะเขียนโค้ดแล้วเรายังต้องเจรจากับ partner, ทำบัญชี, วางแผนกำไร ขาดทุน ไปจนถึงหา funding มาหมุน เพราะเดิมมันไม่เคยต้องมีตรงนี้มาก่อน

เรื่องน่าเสียใจก็คือมันก็ force ให้เราเลิกทำขำๆ ด้วย เพราะ scale มันเริ่มโตขึ้นจนเกินกว่าที่ 1 หรือ 2 คนจะดูแลมันได้แล้ว การเก็บเงินเพียงแค่พอจ่ายเงินค่า server มันเป็นไปไม่ได้ใน scale ที่เรากำลังเจอแล้ว เพราะเก็บถูกแล้วไม่มี support แต่ระบบเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เชื่อว่าคนจะไม่ happy มันเลยบังคับให้เราต้องเริ่มมองแล้วว่าค่าบริการต่อไปจะต้องเป็นเท่าไรที่จะทำให้โตไปพร้อมกับปริมาณงานได้ด้วย

ความโชคดีของปีนี้คือเราเตรียมอะไรไว้ก่อนเกิดเหตุอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการย้ายมาใช้ GCP และ Kubernetes ที่ทำไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหา rate limit พอดี หรือการที่จดบริษัทไว้ทันก่อนที่จะต้องไปเจรจากับทรู มันลดเวลาเราไปได้เยอะมาก หลังจากนี้พอมีไอเดียจะ future proof อยู่อีกพอสมควร ก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาทำมากน้อยขนาดไหน

Work

มีคำถามหนึ่งมาตอนต้นปี ว่า passion เราอยู่ที่ไหน

เรายังรู้สึกว่าเราอยากมี passion กับงานประจำนะ โดยเฉพาะตอนที่ TipMe มันรันได้สมูทๆ แล้วเนี่ยเราแทบจะไม่คิดถึงมันอีกเลย แต่ช่วงท้ายปีนี้มันคือ do it or die แล้วล่ะ หลายๆ ครั้งก็นั่งถามตัวเองว่าออกมาสะสางก่อนไหมแล้วค่อยกลับไปทำงาน แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้ต้องทำขนาดนั้น ปัญหาอยู่ที่เราเอง inefficient เสียมากกว่าด้วย

แต่ต้องยอมรับว่าพอเป็นระบบที่ออกแบบมาเองทั้งหมด ใน stack ที่เราถนัด มันก็ทำแล้วสนุกกว่างานที่ทำกับ stack ที่เราไม่อยากยุ่งด้วย ก็ยังแปลกใจว่าทำไมเรายังทนอยู่ในสภาวะแบบนี้ได้เป็นปี มันอาจจะเพราะว่าเรายังสามารถหาทางทำงานที่ไม่ต้องไปยุ่งกับ stack ที่เราไม่อยากยุ่งอยู่ด้วยล่ะมั้ง

เรื่อง Stack นี่เราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก มันเหมือนเป็น running joke ที่ CEO ก็ยังรู้ว่าเราไม่เขียน Java EE เด็ดขาด เพราะเราเชื่อว่าเขียนโค้ดแบบ Pythonic นี่เขียนง่าย อ่านง่ายที่สุด จะใช้ภาษาอะไรก็ได้แต่เขียนแบบ Pythonic ยังเคยคิดมาหลายปีแล้วว่าเขียน web library ใหม่ใน Java แต่ใช้ design แบบ Python น่าจะทำให้เราสนุกกับมันได้ แต่ก็อาจจะเป็นเหมือน PHP ที่มีโค้ดยุคเก่า กับยุคใหม่ตีกันอยู่ดี

ด้วย benefits, culture และ perks ของวงในแล้วก็ยังรู้สึกว่ายังไม่มีที่อื่นที่น่าทำงานด้วยมากกว่านี้ ก็คงยังต้องหาช่องทางที่จะอยู่ในบริษัทแต่ไม่แตะ core application ต่อไป ยังดีว่าบริษัทเองไม่เกี่ยงว่าถ้าเป็นแอพใหม่ที่อยากให้เราทำก็ใช้ stack ที่เราถนัดได้

2018 New Year Resolution

สรุปแล้วปีที่ผ่านมามันเป็นปีที่หวานขมมาก ต้นปีเราสนุกกับมัน แต่ปลายปีมันก็ขมแต่ไม่ขมขื่น

แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากมีแต่ความสุขล่ะนะ…


ลองมาดูกันว่าปีที่แล้วทำอะไรไปบ้าง

Inspire

ผ่านไปครึ่งปีพบว่าการตั้ง goal ที่เป็นนามธรรมมันยากมาก เราไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรดีให้ไปถึงตรงนั้น เราว่าเราพยายามแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้สูงเกินไป

ข้อนี้ก็เลยต้องยอมรับว่า FAIL แต่ก็น่าจะทำได้ดีที่สุดแล้วล่ะ

ไปงานจับมือ

SUCCESS

โชคดีมากที่ไปปีนี้ ถ้าไปปีใหม่นี้นะอดจับมือหลายๆ คนแน่นอน

2019 Prediction

ยังรู้สึกว่าสิ่งที่ปีที่แล้วเขียนยังเป็นจริงอยู่ คือพอทำงานแล้วเรากลับกำหนดอนาคตอะไรไม่ได้เลย

Work

หัวข้อนี้ต้องใส่ ไม่งั้นไม่ครบ แต่เขียน public ไม่ได้ เพราะคนที่ทำงานอ่านแน่นอน

TipMe

จากปลายปีแล้ว เดาได้ยากว่า TipMe จะโตไปทางไหน มันมีโอกาสที่มันจะโตเป็นบริษัทจริงๆ ที่ไม่ใช่เราคนเดียวก็ได้ ถ้าเรามีคนมาช่วย manage จริงจัง และรายได้มันทำให้บริษัทขยายตัวได้

อุปสรรค์ของวงการนี้คือมันมี hobbyist เข้ามาทำอยู่เรื่อยๆ (ครั้งหนึ่งเราก็เคยอยู่ตรงนั้น) ซึ่งเค้าไม่เคยคิดกำไรขาดทุนหรอกคิดว่าทำขำๆ เพราะเค้ายังมาไม่ถึงตรงที่เราอยู่ว่าการจะดูแลฐานลูกค้าขนาดนี้ได้ มันไม่ใช่แค่ one man show จะเอาอยู่อีกต่อไปแล้ว รวมถึง regulation ต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นก็ต้องยิ่งสนใจมากขึ้น

ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราเห็นว่าความไม่แน่นอนมันมีอยู่เยอะ ปลายปีที่แล้วเราไม่คิดว่า TipMe จะมีขาลงแม้แต่เดือนเดียว มันยิ่งบอกเราว่าไม่ควรจะโดดลงไปทำตรงนี้ full time ก็ต้องรอดูว่าทิศทางใหม่จะช่วยให้เราอยู่รอดได้ขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ คืออยากได้คนมารัน business แทนมาก เราเชื่อว่ามันไปไกลกว่านี้ได้มากเพียงแต่เรายังไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย

ถ้าให้เดาคิดว่า 2019 ถ้า TipMe ยังอยู่น่าจะมีพนักงาน full time แล้ว เพราะมันโตไวมากจนเราดูเองเริ่มไม่ไหวแล้ว แต่จะขนาดว่ามีคนมาบริหารแทนให้นี่อาจจะยาก

ไอดอล

มีความรู้สึกว่าภายในปีหน้าน่าจะเลิกตามคันจิเคยากิรุ่น 1 และเผลอๆ จะเลิกตามวงการไอดอล

รู้สึกว่า Hobby เรามักจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ตอนดู anime ก็น่าจะประมาณนี้ 2 ปีแล้วก็เลิก

หวังว่าจะได้ไปดูคอนเสิร์ทสักครั้งก่อนที่จะเลิกตามนะ

2019 New Year Resolution

Mood diary

อยากทำ Mood diary ไว้ทั้งปีว่าวันนี้มีเรื่องดีๆ หรือเรื่องร้ายอะไรบ้าง ไม่ต้องถึงกับเขียนเรียงความ แค่กด emoticon ก็พอแล้ว

ที่อยากรู้เพราะไม่แน่ใจสุขภาพจิตตัวเอง ปกติรู้สึกว่าเป็นคนอารมณ์ดีแต่ขี้บ่น คืออะไรไม่ดีเราปาไปรอบๆ ไม่เก็บไว้ คนอื่นก็รับไปแล้วกัน แต่ในปีที่ผ่านมาก็รู้สึกว่ามีอะไรที่เก็บไว้อยู่บ้างเพราะมันเริ่มมีอะไรที่เล่าไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

Date?

ปัญหาอย่างหนึ่งของการทำงานทีมนี้คือเราจะไม่ได้คุยกับคนอื่นๆ เท่าไร ทุกคนในทีมที่ไม่มีแฟนก็บ่นกันว่าแล้วเราจะหาแฟนจากไหน? ที่เลวร้ายคือมีข่าวว่าคนอายุใกล้ๆ กับเราในออฟฟิศมีแฟนหมดแล้ว

ในออฟฟิศเองก็มีคนบ่นว่าโสด ทั้งชายและหญิง ลองทำ poll สำรวจมาก็พบว่าประมาณ 75% ของคนโสดเป็นผู้ชายอายุใกล้ๆ กับเรา

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบข้อแรกคือต้องอายุเท่าไรถึงจะเหมาะสมที่มีแฟน? มีแฟนตอนม. 3 เหมาะสมหรือเปล่า แล้วมันต่างกับมีแฟนตอนอายุ 24 หรือเปล่า หรือมีแฟนตอนสัก 26-27 จะเหมาะสมกว่า?

Dating Pools
แฟนอายุต่ำสุดที่เดทได้คือเด็กปีหนึ่ง (xkcd 314)

คำถามข้อที่สอง มีเพื่อนเคยถามว่ามีแฟนไปทำไม ก็เริ่มรู้สึกว่าเหตุผลหนึ่งอาจจะมาจาก heading ที่แล้ว คือเวลามีอะไรอยากเล่าให้คนอื่น แต่ไม่รู้เล่าให้ใครฟัง, อาจจะเพราะเรามี human interaction น้อยไปหรือเปล่า หรืออาจจะเป็น quarter life crisis

คำถามสุดท้ายคือใคร ก็รอดูโพสต์ท้ายปีปีหน้าแล้วกัน…

Wishlist

บอกตัวเองมาสองปีแล้วว่าอยากเลิกเขียน Wishlist ลงใน New Year Resolution แต่ก็คิดว่าเป็นอะไรที่คิดง่าย fulfill ง่าย ก็อดใจยาก

ปีหน้านี้มีอยู่สองอย่างที่อยากได้

อย่างแรกคือ Nintendo Switch เพราะตอนเช้าเรามีเวลาประมาณวันละชั่วโมงครึ่งเล่นเกมได้แบบไม่มี interruption แน่นอน พออยู่บ้านเองก็ไม่รู้ว่าจะโดน interrupt หรือเปล่า เลยไม่กล้า commit กับเกมไหนนานๆ คิดว่าถ้าซื้อมาแล้วน่าจะพาเรา get back into gaming ได้

อย่างที่สองคืออยากไป Keyaki Republic ก็ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้นแล้วจะยังอยากไปอยู่หรือเปล่านะ…


Amendment

กลับมาแก้เพิ่มก่อนจะหมดปี และเริ่มเห็น Year in Review คนอื่นบ้าง..

Blog

ปีที่แล้วมีคำถามหนึ่งจากทีมที่วงในว่า ทำไมเรายัง Host Blog ไว้เองอยู่ ในเมื่อไปเขียน Medium ก็ได้

เหตุผลหลักเลยที่บล็อคนี้ยังทำอยู่คือมันเป็น Healthcheck สำหรับ MySQL บนเครื่องนี้ เพราะเหลือ service ที่ใช้ MySQL อยู่หลักๆ น่าจะแค่ Blog กับ Home Automation เท่านั้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่เคย apply อยู่ช่วงหนึ่งคือมันยังทำให้เรา refresh ความรู้ WordPress อยู่เสมอ เพราะมันใช้ง่ายกับมือใหม่มากก็ทำให้ผู้เริ่มต้นอาจจะอยากถามเรา แต่ที่ผ่านมาปีหนึ่งจะมีคนถามสักครั้งสองครั้งแล้ว เพราะใน circle ที่เราอยู่ใครๆ ก็เขียนเว็บเองแล้ว หรือบล็อคก็ไปใช้ Medium ไม่ก็ Static site generator ซึ่งก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะย้ายไป Static site generator

ส่วน Medium เองยังไม่รู้สึกว่าอยากย้ายไปเท่าไร ด้วย community และ style ของเว็บมันไม่รู้สึกว่าเหมาะกับการเขียน personal blog เท่าไร ที่สำคัญคือการเขียนโค้ดยุ่งยากด้วย เพราะไม่มี Syntax highlight นอกจากจะใช้ OEmbed เข้ามา