Japan Trip Q1 2018

รู้สึกว่ามีเรื่องเล่าเยอะแยะก่อนที่จะลืม และเล่าใน Facebook เยอะไม่ได้เพราะฟลัดสเตตัสจะไม่มีคนเห็น, เขียนเรื่อยๆ ก็จะลืมเสียก่อน เลยรวบมาบล็อคทีเดียวเลยแล้วกัน

Planning

Goal ว่าจะไปงานจับมือนี่เขียนไว้นานมาก แต่ก็คิดไว้ขำๆ ไม่ได้จริงจังจนกระทั่งทวิตนี้

ตอนนั้นก็เอะใจได้ว่าถ้าเก็บไปเรื่อยๆ หลายๆ ปีถึงตอนนั้นน้องอาจจะไม่อยู่ให้จับมือแล้ว แต่ซื้อของอย่างอื่นใน Wishlist นี่ ไม่ซื้อวันนี้วันหน้าก็ได้รุ่นใหม่ที่ดีกว่า ดูในโปรแกรมบัญชีแล้วก็พบว่าเก็บเงินมาตั้งแต่ตุลาแล้วเป้าคือแสนนึง ซึ่งไม่ได้มาจาก research อะไรเลยแค่อยากเที่ยวให้สบายใจโดยไม่ต้องสน budget

พอใส่เข้าไปในโปรแกรมบัญชีแล้วมันคำนวณต่อเดือนมาแล้วนี่เยอะอยู่นะ บางเดือนใส่ budget ไม่ลงเหมือนกัน สุดท้ายต้องยอมลดเงินเก็บลง

Booking

งานจับมือจัดค่อนข้างกระชั้นมาก ถ้าจำไม่ผิด (ผิดแน่นอนเชื่อสิ) ซิงเกิล 5 จะหมดงานจับมือมกรา แล้วกุมภาประกาศซิงเกิล 6 สัปดาห์ถัดมาก็จองบัตรจับมือเลย วันที่ก็มีให้เลือกเยอะ แต่ไม่อยากเลือกไกลๆ ให้ต้องรอนาน แต่ใกล้ก็แบบว่าปลายมีนา มีวันที่ 21 มีนา ที่เลือกนี่แหละเพราะค่อนข้างเด่น คือเป็นวันธรรมดา และจัดที่ Tokyo Big Sight เป็นครั้งแรก ก็เลยเลือกเป็นวันนี้

ตอนจองลงไว้ว่า

  • ริสะ x3
    (คามิโอชิ ยังไงก็ต้องไป)
  • โคบายุย x3
    (ยุยปงก็เป็นคามิโอชิ อาจจะแซงริสะแล้วด้วย ว่าจะจัดอันดับใหม่ประจำซิงเกิลอยู่)
  • เนรุ x1
    (อยากลองภาษาอังกฤษกับเนรุ ตาม blog ก่อนหน้า)
  • โอเซกิ x1
    (อยากลองว่าถ้าบอกว่ามาจากไทยน้องจะตกใจขนาดไหน เพราะในรายการพี่ฮาราดะบอกโอชิโอเซกิแล้วน้อง reaction ดีมาก)

ไม่เคยลงเลยไม่รู้ว่าต้องลงเผื่อขนาดไหน อันนี้ก็มั่วๆ เอา บางคนอย่างพี่เปที่คิดว่าอยากไปลองดูก็เลยไม่ลงเพราะถ้าเกิดว่าได้ครบทุกใบก็จ่ายไม่ไหว

ผลปรากฏว่าได้

  • โคบายุย x1
  • เนรุ x1
  • โอเซกิ x1

ก็งงๆ อยู่ว่าทำไมได้เนรุทั้งๆ ที่เลือกขำๆ แล้วคามิโอชิอย่างริสะก็ไม่ได้ จะทิ้งดีมั้ย แต่ก็คิดว่าไปจับมือโคบายุยแล้วกัน ก็เลย confirm ไปเพราะไม่อยากลุ้นซิงเกิลหน้าแล้ว

(ตอนซิงเกิล 5 ก็เคยจองไปนะ แต่ตอนนั้นวางแผนไม่ทันมารู้ตัวอีกทีคือตอนเปิดจองรอบ 2 ซึ่งคันจิก็เต็มเกือบหมดแล้ว)


ถัดจากนั้นก็จองเที่ยวบินบ้าง มีตัวเลือกที่มองอยู่คือ Cathay Pacific (ต่อเครื่องที่ฮ่องกง), ANA, JAL ส่วนการบินไทยเคยไปแล้วเลยไม่อยากซ้ำ ก็ไปหาข้อมูลพบว่า ANA เครื่องเก่า ก็ตัดออก แล้ว Cathay ต้อง transit ยังไม่พร้อมลอง ตอนนี้ก็เลือก JAL ละกัน

ชั้นโดยสายที่เลือกตอนแรกมองข้าม Economy ไปเลยนะ ก็ดู Business ก่อนแล้วพบว่ามันห้าหมื่นกว่า ถึงจะเตรียมเงินไว้แล้วแต่พบว่าเอาเข้าจริงไม่กล้าใช้เงินเยอะๆ ทีเดียว ก็เลยไปดูต่อว่าได้อะไรบ้างแล้วพบว่าเฉพาะ First class เท่านั้นที่ได้ Priority pass (บัตรเข้า ตม. เลนพิเศษ) ก็เลยเลือก Economy ก็พอ

ครั้งหน้าถ้าไปเที่ยวคิดว่าอาจจะลอง Cathay ได้ยินว่าดี ราคาไม่แพงแต่ต้อง transit น่าจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ


ส่วนที่พักตอนแรกไม่ได้จองเลย เพราะมีญาติทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วเค้าบอกว่าไปนอนบ้านเค้าได้ มารู้ทีหลังว่าอยู่ Kanagawa ถ้าไปเที่ยวโตเกียวนั่งรถไฟไปเกือบชั่วโมงได้ ก็เลยเลือกที่พักเองดีกว่า แล้วก็ขี้เกียจเลือกด้วยนะ (เพราะเวลาเราเลือกต้อง research พอสมควร) กว่าจะได้ทำก็สัปดาห์หนึ่งก่อนบิน ตัวเลือกก็เลยไม่เยอะเพราะเต็มหมดแล้ว

ตอนหาที่พักสิ่งที่มองหาคืออยากได้ 3 ดาวขึ้นไป เพราะไม่แน่ว่าเราอาจจะนั่งๆ นอนๆ ในห้องถ้าขี้เกียจไปไหน อยากให้ห้องอย่างน้อยๆ หรูกว่าห้องนอนที่บ้าน ถ้ามีวิวก็ดี และใกล้กับสถานีหลักๆ ก็เลยได้ Hotel Sunroute Plaza Shinjuku มา ซึ่งอยู่ใกล้กับทางออกเลย

ลิฟต์ที่ซ้ายล่างของรูปคือทางออก A1 Keio line

เอาเข้าจริงก็พบว่าถึงโรงแรมจะอยู่ใกล้สถานีหลัก ก็ไม่แน่ใจว่าจะสะดวกกว่า

  • บางทีโรงแรมที่สถานีไกลอาจจะอยู่ใกล้กับสถานีมากกว่า
  • แล้วระยะทางที่เดินเลยเพิ่มขึ้นเยอะ เพราะสมมุติว่าเราเที่ยวฝั่ง Shinjuku เขต 2 ที่อยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ เราก็ต้องเดินเลาะสถานีกลับมาฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่ถ้าอยู่สถานีอื่นเราเดินเข้าไปในสถานีขึ้นรถกลับได้เลย
  • Location จริงๆ มันต้องข้ามถนนจาก Lumine มาเลยรู้สึกว่ารอนานนิดนึง (ถ้าข้ามเร็วๆ ไม่เป็นไรหรอก แต่ข้ามแยกชินจูกุนี่รอไฟเขียวทีนึงน่าจะ 3 นาทีได้ แถมต้องข้าม 2 ครั้งด้วย)

Flight review

ขาไปได้ middle seat ของ JAL อยากจะปรับก็ไม่มีตัวเลือก อัพเกรดไม่ได้ไม่ว่าคลาสไหน สิ่งที่พบคือ

  • อาหารอร่อยดี

    เซอไพรส์กับมิโซะซุปในรูปแบบถ้วยมาก แปลกใหม่สมเป็นสายการบินญี่ปุ่น แต่รสชาตินี่ฉีกไปจากมิโซะซุปที่เคยกินมานะ คือค่อนข้างข้น ส่วนโซบะเย็นรู้สึกว่าซอสไม่ค่อยโดน

  • หมอนรองหัวห่วยมาก คือจากคอหัวจะโดนยกขึ้นมาประมาณ 10˚ ซึ่งเรานอนไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ปกติขนาดรถตู้หรือรถเมลร้อนยังนอนได้นะ ขากลับนี่แทบจะอยากฉีกหมอนทิ้งแต่มันดึงไม่ได้

    • นึกภาพรถตู้ commuter ที่ใช้เบาะมาตรฐานมันอ่ะ อันนั้นเรานอนไม่ค่อยได้ รถตู้บางคันจะเอาเบาะรองหัวออกเหลือแต่ก้านมัน อันนี้นอนแล้วเจ็บตอนกระแทกแต่ก็นอนได้ดี คือขอให้หัวมันกดลงไม่ยกขึ้นนั่นแหละ
  • seat pitch กว้างดี แต่เราเอากระเป๋าไว้ช่องด้านล่างแล้วพบว่าไม่มีที่ให้วางเท้าแล้ว จะไว้ด้านบนก็ต้องเดินเข้าออก
  • recline ได้ประมาณนิ้วนึง กดจนสุดแล้วนึกว่าอยู่แถวทางออกฉุกเฉินอะไรแบบนั้น

ก็ยังไม่ค่อยประทับใจกับที่นั่งชั้นประหยัดที่ดีที่สุดในโลกนะ

Day 1

เครื่องลงแล้วพบว่าพาสปอร์ทใหม่เรา (แทนเล่มเก่าที่หมดอายุ) มีปัญหากับ ตม.​ และ customs เยอะมาก ถามอะไรเยอะแยะ travel plan เราก็ไม่ค่อยมีเพราะว่าแพลนมาก็ไม่ค่อยตรงหรอกเลยไม่อยากทำเยอะ แต่พอบอกว่ามีเล่มเก่าให้ดูทุกคนก็เงียบแล้วให้ผ่านเลย

จากสนามบินนั่ง Airport Limousine Bus (รถโคชธรรมดานั่นแหละแค่ตั้งชื่อให้ดูดี) มา Shinjuku ซึ่งจริงๆ มีให้เลือกที่โรงแรมเป็นปลายทางด้วย แต่เริ่มรอบแรกตอน 11​​ โมง ตอนนั้น 7 โมง เลยต้องไปลงที่ Expressway Bus Terminal แล้วลากกระเป๋าลงเนินมา

ไปถึงโรงแรมบอกว่า check in บ่ายสอง เลยฝากกระเป๋าเดินทางแล้วไปเที่ยว (แต่เป้ยังไม่ได้ unload ของ ทุกครั้งเลยมาญี่ปุ่นจะต้องแบกโน๊ตบุ๊คเดินเที่ยวรอบเมือง)

Shinjuku

ตอนนั้นเวลาประมาณสัก 8 โมงครึ่ง เลยไปอิจิรันก่อนเพราะว่าหิวและอิจิรันเปิด 24 ชั่วโมง ก็แปลกใจมากว่าร้านเงียบๆ คนน้อย น้อยจนพนักงานไม่ออกมาต้อนรับ (ตอนเย็นๆ เดินผ่านคนล้นมานอกตึก) เปิด #Sukinanda ด้วย

คราวก่อนมาสั่งราเมงอย่างเดียว รอบนี้ที่สั่งเครื่องเคียงเพิ่มคือหาปุ่มราเมงไม่เจอ ตอนได้เครื่องเคียงมาก็งงๆ

กินเสร็จมีแรงแล้วก็เดินเที่ยวไป

Shinjuku Gyoen Park เปิด 9 โมง รูปนี้ถ่ายมาตอน 9 โมง 10 นาทีแล้วยังไม่เปิด ก็เลยไปที่อื่น มารู้ตอนนั้นว่าเสียเงินด้วย ปกติชมสวนมันจะฟรี (ครั้งก่อนไป Yoyogi Park ร่มรื่นดี แต่ไปฤดูนี้น่าจะหนาว)

Akihabara

เนื่องจากไม่ได้แพลนว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ เลยเปิดดูแพลนแล้วเห็นว่าวันที่ 2 จะไปอกิบะ เลยชิงไปวันนี้ซะเลย

อะกิบะรอบนี้ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรเพราะเคยเดินหมดแล้ว เลยไป Yodobashi Camera ตามรอยสึจิดะสักรอบ (เปล่าหรอก อยากรู้ว่า Nintendo Switch ราคาเท่าไร) เสร็จแล้วชักหิวและเมื่อย เลยอยากไป AKB Cafe ทีแรกนึกว่าอยู่ห้างดองกี้ (คราวก่อนมาแล้วไม่ได้ขึ้นไป มัวแต่เล่นเกมเซนเตอร์อยู่) แต่ดันเดินไปเจอตรงนี้ซะก่อน

เดินวนหน้าร้านอยู่ 5 นาทีไม่แน่ใจว่าเข้าดีมั้ย แต่สุดท้ายยอมแพ้ให้กับความเมื่อย

บรรยากาศร้าน AKB Cafe แปลกๆ มากชนิดที่ว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ คือมันจะมีจอใหญ่อยู่เปิดคลิปจากเธียร์เตอร์แล้วมีโต๊ะอาหารหันหาจอหมด โต๊ะก็เป็นโต๊ะเดี่ยวซะเยอะแสดงว่าส่วนมากมาคนเดียว

(ห้ามถ่ายรูปจอหรือบริกรเลยไม่มีภาพประกอบ)

บริกรร้านนี้ก็จะแต่งเป็นชุดนักเรียน เดินเข้าร้านมาก็ Aitakatta! รู้สึกว่าก็ประมาณเมดคาเฟ่แหละแต่คนกินไม่ต้องเล่นเนี๊ยวๆ ด้วย

อาหารน่าสนใจ คือ

  • พาสต้า 1,000 เยน ถ้าอาหารอื่นๆ ก็ราคาประมาณนี้
  • น้ำรีฟิล 500 เยน ถ้าสั่งพร้อมอาหารเหลือ 300 เยน
  • รวมมื้อนี้ 1,300 เยน (tax include)

ที่พลาดมากคือลืมนึกไปว่าเพิ่งกินอิจิรันมาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว พาสต้าเลยเหลือบานนน (ทำไมตอนแรกเหมือนท้องร้องกันนะ) แล้วมองคนอื่นๆ บางคนก็สั่งแต่น้ำ แถมมาแล้วมีสุ่มจับที่รองแก้วลายเมมเบอร์ 2 ใบซะด้วย (แน่นอนว่าไม่กล้าใช้)

ก่อนกลับแวะห้องน้ำร้านนี้ ทางไปห้องน้ำจะติดกรอบรูปเมมเบอร์ไว้ (แบบที่เราเคยเห็นกันหน้าเธียร์เตอร์) แล้วก็ห้องน้ำสะอาดมาก มีเสียงไอดอลบอกให้กดชักโครกด้วย (…) เดินกลับมาเหมือนจะมีกิจกรรมสุ่มโต๊ะเล่นบิงโก เราก็กลัวจะโดนสุ่มได้ ขี้เกียจคุยกับคนญี่ปุ่น เลยเดินออกดีกว่า

Ueno

ว่าจะไป Tokyo National Museum โดยไม่รู้เลยว่ามันปิดวันจันทร์ ก็เลยนั่งรถไปถึง Ueno เจอลุงคนนี้แกแสดงซะก่อน

แสดงเปิดหมวกที่นี่ไม่ใช่เล่นๆ เพราะลุงมีไมค์กับดนตรีมาประกอบด้วย (มีปุ่มเปลี่ยนเพลงเป็นเหมือนกุญแจรถห้อยไว้ที่เอว) เอาเข้าจริงลุงเล่นพลาดเยอะ เล่นกลผ้าหายไปก็เก็บผ้าไม่เนียน แต่ว่าฮาก็เลยยอมดูอยู่ (กว่าจะขึ้นจักรยานล้อเดียวแบบในภาพได้นี่โดดอยู่เป็นสิบรอบเลยนะ) ตอนกลับมาแล้วต้องทวิตไปให้กำลังใจเค้าเลย

นั่งพักที่สวนพักหนึ่งแล้วก็เลยกลับมาเช็คอินที่โรงแรมแล้วนอน ตอนนั้นคือง่วงมาก บนเครื่องนอนไม่ค่อยได้

TMG

ตื่นมาประมาณสองทุ่มได้เลยจะไปหาข้าวกิน เวลานั้นอยากกินเกี๊ยวซ่า ค้นดูใน Google Maps มีร้าน Shinjuku Kakekomi Gyoza แนะนำ

อันแบบชุบแป้งทอดน้ำจิ้มไม่ค่อยดีเท่าไร แต่อันที่เป็นเกี๊ยวซ่าปกตินี่ดีมาก ที่ชอบอีกอย่างคือร้านนี้สั่งอาหารผ่านไอแพด (เข้าใจว่าเป็นไอแพดจริงๆ ไม่ใช่ Android Tablet ด้วย รวยจริงๆ) รวมถึงอะไรที่จะขอพนักงานก็มีตัวเลือกด้วย เช่น ขอตะเกียบ, น้ำเปล่า, จานแบ่ง คิดมาดีเลย

นอกจากเกี๊ยวซ่าแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูซาชิมิเนื้อม้า 😱 แน่นอนว่าไม่กล้าสั่ง

กินเสร็จแล้วเพิ่งรู้ว่าตึก Tokyo Metropolitan Government Office อยู่ไม่ไกล ก็เลยขึ้นรถไฟไปต่อ ก่อนขึ้นตึกมีตรวจกระเป๋าด้วย สมเป็นศูนย์ราชการ

วิวด้านบนไม่รู้จะเขียนอะไรดี คือไม่รู้จะดูอะไร guide ที่ให้ก็เป็นภาพกลางวันซึ่งกลางคืนก็มองไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิแล้ว แต่ถ้าคิดว่ามันฟรีก็โอเคอ่ะ

ภาพถ่ายมารู้สึกไม่ค่อยโอเค ติดเงาสะท้อนในกระจกซะหมด

Buyers’ Remorse

เดินกิโลนึงกลับมาโรงแรม ห้องโรงแรมจัดว่าดีมาก นอนคนเดียวให้หมอนมา 3 ใบ เตียงก็ size ที่นอนสองคนได้ (เข้าใจว่าห้องนี้น่าจะเป็นแบบ double room ด้วย แต่จองเป็น single ก็ได้) ที่ไม่เข้าใจคือประตูห้องน้ำเป็นกระจก ถ้าอยู่สองคนเวลาเข้าส้วมน่าจะตื่นเต้นน่าดู (ส่วนเวลาอาบน้ำมีม่านปิดที่อ่าง) เดาว่ากันเปิดประตูออกมากระแทกคนด้านนอก แต่ก็น่าจะหา solution ที่ดีกว่านี้นะ

คืนแรกนั่งตอบ ask.fm แล้วก็เริ่มเหงาๆ เดินไปคนเดียว กินข้าวคนเดียว มันแปลกๆ นะ เอาเงินมาใช้แล้วมันไม่มีความสุขอ่ะ

แต่ถ้ามีคนมาด้วย มันจะมีความสุขจริงหรอ… หรือจริงๆ เราแค่ homesick?

Day 2

พอมันเป็นวันพักผ่อนแล้วมาคนเดียวเลยไม่ตั้งปลุกใดๆ ทั้งสิ้น อยากตื่นกี่โมงก็ตื่น ตื่นมาประมาณ 10.30 เหมือนกับตอนนอนที่บ้านเลย กลิ้งๆ อยู่สักพักแล้วเลยไปหาอะไรกิน

ข้ามถนนจากโรงแรมไปนิดนึงมี Wendy’s First Kitchen ตรงหัวมุมแยกชินจูกุเลย เห็นเขียนว่าครัวเลยอยากรู้ว่าขายอะไร ก็ปรากฏว่าขายคล้ายๆ แมคโดนัลด์นั่นแหละ

เมนูวันนี้คือชาบลูเบอรี่ (ตราลิปตัน) กับแฮมเบอร์เกอร์แป้งเพรซเซล รู้สึกว่าไม่ค่อยเวิร์ค คือไม่แย่แต่แป้งปกติมันจะนุ่มกว่านี้ แล้วมันไม่ได้รสชาติเต็มๆ เหมือนกินเพรซเซล

เสียดายว่ามันมีเมนูอะไรสักอย่างที่เขียนว่า Spicy ยังไม่ได้ลองเลย

Tokyo National Museum

วันนี้ฝนลงเม็ด ตอนแรกก็คิดว่าจะซื้อร่มแต่ก็ไม่ได้ตกแรงอะไร เลยลุยเอาเลยดีกว่า

นั่งรถไฟมาถึง Ueno พบว่าวันที่ 20 มีนาเป็นวันครบรอบสวนสัตว์ Ueno พอดีเลยจะให้เข้าฟรี แต่ไม่ชอบชมสัตว์เลยเดินผ่านไป

ภาพสวยจาก Google Assistant

วนกลับไป Tokyo National Museum ที่ Ueno อีกรอบ วันนี้เปิดแล้ว (แต่ฝนตก ลุงเมื่อวานไม่อยู่ อยากดูอีกสักรอบ) ค่าเข้าชม 620 เยน แพงอยู่ แต่ว่าเยอะมากเดินไม่หมด

พอเข้าไปก็พบว่าเป็น Art Museum สมัยโบราณ ซึ่งไม่ค่อยใช่ field ที่เราสนใจเท่าไร (ทำไมไม่รู้จักทำการบ้านมาก่อนนะว่าเค้าแสดงอะไร…) แต่ก็มีสาระที่น่าสนใจพอสมควร

รูปนี้จริงๆ ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี เป็นนิทรรศการแสดงภาพถ่ายแรกๆ ของญี่ปุ่นที่ถ่ายในยุครอยต่อระหว่างยุคโชกุนและยุคเมจิ ซึ่งจุดที่นิทรรศการนี้อยากให้ดูคือท่าทางของคนในภาพที่ไม่เคยเห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก่อนแล้วต้องมานั่งหลังกล้อง

ภาพคนด้านขวาคือจักรพรรดิเมจิ สิ่งที่เราคิดคือไม่รู้ว่าคนญี่ปุ่นจะมีธรรมเนียมเหมือนไทยหรือเปล่าที่ห้ามมองหน้าพระเจ้าแผ่นดิน แต่พอเราเห็นภาพเค้าเต็มตัวแล้วมันก็รู้สึกว่าเค้าคือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเองนะ

Never Meet Your Heroes; It’ll make them mortal.

(ทำไมเลือกโควทนี้กับทริปที่ไปจับมือไอดอลกันนะ)

รูปนี้เขียนบรรยายลง Facebook ไว้ว่า

ภาพนี้ ถ่ายมามันก็ดูธรรมดาๆ นะ แต่ถ้าเห็นของจริงเราต้องหยุดดูเลย

ตอนม. 4 วาด Composition with Red Blue and Yellow ส่งครูศิลปะ present ส่งงานเสร็จครูบอกคุณวาดไม่เหมือน ก็งงว่าเอ๊ารูปโง่ๆ เด็กอนุบาลก็วาดได้ มันวัดผิดหรือไง

ครูเค้าบอกว่าถ้าคุณเห็นของจริงมันจะมีมิติของการลงสี ตอนนั้นก็เชื่อนะแต่ไม่เคยเห็นงานศิลปะอลังๆ ของจริง เวลาเล่นมิติของสีเท่าที่เคยเห็นภาพที่ขายตามห้างอย่างมากก็คงเป็นทะเลที่มีรอยป้าย

ก็จนมาเห็นภาพนี้แล้วตะลึงเลย คือผ้าที่แขวนอยู่ด้านหลังเค้าลงสีให้มันมีก้อนเกาะอยู่ ทำให้รอยยับของผ้ามันกลายเป็นสามมิติขึ้นมา

คำบรรยายนิทรรศการนี้ก็น่าสนใจ เค้าบอกว่าในอดีตงานศิลปะของญี่ปุ่นไม่ได้รับการยอมรับจากตะวันตกเพราะเค้าไม่เห็นเครื่องใช้ (เซรามิค ฉากกั้น) เป็นศิลปะ เลยการประยุกต์เทคนิคจากศิลปะตะวันตกและส่งออกเพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่มีการผลิตศิลปะ

ที่ชอบพิพิธภัณฑ์นี้นอกจากว่ามันมีบรรยายภาษาอังกฤษตลอดแล้ว ยังเพราะมันเป็น Interactive ด้วย อย่างเช่นในภาพนี้คือเงินของญี่ปุ่นในยุคแรก ซึ่งของจริงอยู่ในตู้ด้านหลัง แต่อันนี้คือของจำลองให้เราสามารถลองจับดูได้ว่ามันน้ำหนักประมาณไหน ซึ่งก็หนักกว่าแบงค์พอสมควรเลยเพราะเป็นทองแท้ 60%

เดินอยู่สองชั่วโมงได้ก็รู้สึกว่าเบื่อแล้ว ไปดูที่อื่นดีกว่า มีคนแนะนำ Edo-Tokyo Museum มา แต่รู้สึกว่าสงสัยจะแนวเดียวกัน เลยลองค้นๆ ดูว่ามีที่ไหนน่าไป ก็เจอ Tobacco & Salt Museum แถวๆ Tokyo Skytree

Tobacco & Salt Museum

เราเขียนไว้ใน Facebook ว่า

ไปเดินพิพิธภัณฑ์เกลือและยาสูบมาเมื่อวาน ทีแรกก็สงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกันแต่ก็มารู้ว่าแต่ก่อนสองธุรกิจนี้ในญี่ปุ่นเป็นแบบผูกขาด (คล้ายๆ โรงงานยาสูบของไทย) เพิ่งมายกเลิกเพราะชาติตะวันตกกดดันก่อนปี 2000 โดยแปรรูป​ Tobacco & Salt Monopoly เป็นบริษัทยาสูบญี่ปุ่น ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้ก็ดำเนินการโดยบริษัทนี้แหละ

ค่าเข้าชมอยู่ที่ 100 เยนสำหรับนิทรรศการถาวร ซึ่งก็คือเรื่องเกลือและเรื่องยาสูบ และ 300 เยนสำหรับนิทรรศการพิเศษ มีแผ่นพับให้เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนเนื้อหาในนิทรรศการเป็นภาษาญี่ปุ่น มีอังกฤษให้นิดหน่อยแต่ไม่ครบ ยังดีว่าคลิปวิดีโอต่างๆ มีซับอังกฤษให้หมด

ความรู้ที่ตกใจมากคือญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนเกลือ ถึงหลายๆ คนแถวนี้จะเสพเกลือจากญี่ปุ่นก็ตาม (คนละเกลือเถอะ..) เพราะถึงจะติดทะเลแต่ญี่ปุ่นฝนตกบ่อยนั่นเอง ทำให้ทำนาเกลือไม่ได้

ทีนี้เค้าทำอย่างไร? หลักการพื้นฐานของการผลิตเกลือสมุทรที่ใช้คือเอาน้ำทะเลมาทำให้เป็นน้ำเกลือเข้มข้นก่อนแล้วจึงนำไปต้มเพื่อลดการใช้พลังงาน เทคนิคนี้ใช้มาจากอดีตจนสู่ปัจจุบัน ลองดูกันว่าเค้าทำอย่างไรบ้าง

ในยุคแรกๆ จะใช้วิธีรดน้ำใส่สาหร่าย อันนี้ไม่ค่อยได้อ่านมาว่าทำยังไง

วิธีถัดมาน่าสนใจมาก เค้าจะขุดร่องน้ำในนาเกลือ พอน้ำขึ้นปุ๊บน้ำทะเลจะไหลมาตามร่องน้ำแล้วซึมไปในทราย ทรายก็จะเค็ม คนงานจะไถโซนของตัวเองให้ทรายชั้นบนมารวมกัน จากนั้นตักทรายเข้าไปในเครื่องที่อยู่ตรงกลาง แล้วเอาน้ำทะเลราด ซึ่งจะทำให้น้ำทะเลดูดเกลือเข้าไปอีก จากนั้นด้านล่างของเครื่องจะมีท่อไหลให้น้ำทะเลจากทั้งนาไปรวมกัน คนงานก็จะใช้คานตักน้ำขึ้นไปไว้ในบ่อเพื่อรอนำไปต้ม

ข้อเสียของวิธีนี้คือคนงานต้องทำงานกลางแดดร้อนจัด

ยุคสุดท้ายจะใช้วิธีทำ slope ให้น้ำทะเลไหลลงมาเพื่อให้แดดระเหยน้ำออกไปก่อน จากนั้นน้ำจะถูกสูบขึ้นไปบนหอคอยในภาพที่ 3 แล้วไหลลงมาเพื่อให้ระเหยไปอีก ก่อนจะนำไปต้ม

ในปัจจุบันเทคนิคที่ใช้ทำน้ำเกลือคือการใช้ขั้วไฟฟ้าเพื่อผลักไอออนเข้ามารวมกัน ข้อดีของการใช้ไฟฟ้าคือวิธีนี้สิ่งสกปรกจะไม่ถูกทำให้เข้มข้นขึ้นแบบวิธีอื่นๆ

หลังจากนั้นน้ำเกลือก็จะนำไปต้ม ซึ่งสมัยโบราณคนที่ต้มก็จะต้องคุมไฟอยู่ทั้งคืนในโรงเรือนที่ร้อนและเต็มไปด้วยไอน้ำ ต่อมาก็มีการปรับปรุงเทคนิค เช่นใช้หม้อ preheat ชั้นหนึ่งก่อน โดยหม้อนี้จะใช้ความร้อนจากไอน้ำในหม้อหลักทำให้ลดการสูญเสียพลังงาน และวิธีนี้ก็ถูกปรับปรุงมาในปัจจุบันโดยใช้ไอน้ำจากหม้อก่อนหน้าทำความร้อนให้หม้อถัดไป แต่จะมีการใช้ระบบสุญญากาศเพื่อลดความดันบรรยากาศ เพราะที่ความกดอากาศต่ำจุดเดือดของน้ำจะลดลงนั่นเอง

สำหรับฝั่งยาสูบรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไรเพราะประวัติศาสตร์ส่วนมากกำเนิดในโลกตะวันตก ตัวพิพิธภัณฑ์เองเลยไม่มีเรื่องเล่าอะไรพิเศษๆ

นั่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์จนหมดเวลา last entry เพื่อหาว่าจะไปกินข้าวเย็นที่ไหนดี ตอนแรกว่าจะไป Skytree ที่เห็นอยู่ทนโท่ แต่พอรู้ว่าค่าขึ้นแพงกว่าพิพิธภัณฑ์ที่ดูๆ มาเลยไม่ไป ไม่รู้สึกว่าต้องชมวิวขนาดนั้น

สุดท้ายก็กลับไปกิน Go Go Curry ที่ชินจูกุอยู่ดี (ร้านอยู่เลยอิจิรันไปนิดเดียว)

โดยปกติเป็นคนไม่ชอบกินข้าวแกงกะหรี่ โคโค่นี่ไม่อร่อย ลองยาโยอิก็ไม่อร่อย มาค้นพบความชอบที่ Aoringo ที่ทีมพาไปกิน 2 รอบ มาญี่ปุ่นเลยอยากลองร้านดีๆ แต่พอหารีวิว รีวิวไหนๆ ก็บอกว่า CoCo เหอะอร่อยกว่าร้านทั่วไปอีก รองลงมาก็มี Go Go Curry นี่แหละ

มากินแล้วก็พบว่าอร่อยสมรีวิวนะ แต่บรรยากาศร้านแปลกๆ ไม่มีหน้าต่าง แล้วมารู้หลังกินหมดว่ามีเครื่องปรุงกับน้ำอยู่ด้านหลัง (กินอย่างเดียวไม่ได้หันหลังไปมองเลย) ไม่งั้นอยากจัดแบบเผ็ดๆ อยากกินอาหารเผ็ด

Showerthought

กลับมาที่โรงแรมแล้วก็สงสัยว่าอ่างอาบน้ำมีไว้ทำอะไร ครั้งก่อนมากับแม่ก็ไม่มีเวลาได้ใช้

แต่เห็น support ที่มา Food Tour ของบริษัทโพสต์รูปนอนแช่น้ำ ก็เลยว่าเออไหนๆ มาคนเดียวแล้วจะทำอะไรก็ได้ นอนแช่อ่างมั่งเลยก็ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนชีวิตมาก…

  • นอนแช่น้ำอุ่นนี่สบายดีนะ
  • เพิ่งรู้ว่าเราจะลอยตัวในน้ำ ตอนเด็กๆ มีคนบอกแบบนั้นแต่ไม่เคยลอยตัวในสระว่ายน้ำได้ ก็เลยไม่เชื่อ
  • งั้นแสดงว่าพวกที่ถ่ายรูปในอ่างแล้วมีโฟมเยอะๆ นี่จริงๆ ก็ต้องใช้แรงกดตัวเองลงไปน่ะสิ
  • แต่อ่างมันเล็กไปอ่ะ ที่ออฟฟิสมันใหญ่จนน่าจะนอนได้สบายๆ เลยนะ
  • มันก็ไม่เหงาแล้วนะ ดีกว่าด้วย อยากทำอะไรก็ได้
  • ขามาเครื่องบินไม่คุ้มเลยอ่ะ ขากลับถ้าเงินที่แลกมาเหลืออัพเกรดมั้ย
  • จะมาอีกหรือเปล่า… ที่บ้านไม่มีอ่างอาบน้ำให้แช่นะ
  • ไปนอนโรงแรมในกรุงเทพแล้วแช่อ่างอาบน้ำได้มั้ย
  • อันที่จริงก็น่าจะไปลอง float สักที
  • เราจะเก็บเงินไปทำอะไร… ถ้าอ่านในเพจจะบอกว่าเก็บไว้ตอนเกษียณ แต่ตอนเกษียณมาเที่ยวแล้วเดินวันละ 15 กิโลแบบนี้ไม่ได้นะ
  • ….
  • เห้ยมีนัดกับมิจจี้!!

เกือบลืมไปว่ายังไม่ได้เตรียมเลยว่าจะคุยอะไรกับน้องในงานจับมือ เลยรีบอาบน้ำมา จะทักแชตไปแต่มิจจี้ทักมาก่อนพอดี ซ้อมไป 2-3 รอบ กะว่าพรุ่งนี้งานจับมือเราจะต้องไม่เขินใส่น้อง….

Day 3

ตื่นมาหิวๆ เลยหาอะไรกิน คิดว่าจะไม่กินซ้ำร้านเดิม ตอนแรกจะไป Yoshinoya แต่ป้ายหน้าร้านไม่มีภาษาอังกฤษ ด้วยความกลัวเลยเดินๆ ในสถานีดูว่ามีอะไรกิน ก็เจอร้านอูด้ง เอาสักหน่อย

ปรากฏว่าไม่อร่อยอ่ะ กินแล้วฉลาดขึ้นอย่างเดียวคือซุปเค้าให้กดได้เองด้วยเครื่องที่เหมือนกดน้ำเปล่า เป็นวิธีที่น่าสนใจ…

งานจับมือ

งานจับมือจัดที่ Tokyo Big Sight ปรากฏว่าวันนี้ฝนตกหนักเลย เลยต้องวิ่งไปซื้อร่ม แล้วอากาศก็หนาวมาก มือที่จับร่มนี่เหมือนถือน้ำแข็งอยู่ ปากก็เย็นเหมือนเอาน้ำแข็งประคบ

แต่เรามาตั้งไกลแล้วจะยอมแพ้ได้ยังไง…

นั่งรถไฟไป Tokyo Big Sight แปลกใจว่าเกือบชั่วโมงเหมือนกัน แล้วจากสถานีไป Tokyo Big Sight ยังอีกเป็นกิโล หลังคาก็ไม่ช่วยเพราะพื้นมันมีแอ่งน้ำแล้วรองเท้าผ้าเราจะเปียก พอถึงบันไดเลื่อนคนก็ต่อแถวยาวจนสุดท้ายคิดว่ากางร่มวิ่งขึ้นบันได (ที่ไม่มีหลังคา) รองเท้าน่าจะรอดกว่า

ไปรับบัตรจับมือมาเสร็จแล้วก็ไปหาข้าวเที่ยงกิน คนก็เยอะ สุดท้ายต้องไปกินข้าว Lawson โต๊ะก็ไม่มีด้วย

โอ้ย อะไรก็ไม่เป็นใจแบบนี้ไม่รู้ว่าจะท้าพิสูจน์ความรักของเราหรือไงกันนะ…

สำหรับบรรยากาศงานจับมือไปอ่านในรีพอร์ทละกันจะได้ไม่เขียนซ้ำกันเยอะ

มื้อเย็น

มื้อเย็นตอนแรกอยากกลับไปร้านเกี๊ยวซ่าอีกมากเพราะไม่รู้กินอะไรดี แต่ค้นๆ ฝั่ง Shinjuku West ที่ไม่เคยเดินเลยแล้วเจอร้านเกี๊ยว (ไม่ซ่า) Kosyu Ichiba ก็เลยลองสักหน่อย

ความพลาดคือนั่งโต๊ะแรกหน้าเคาท์เตอร์บาร์ ซึ่งพนักงานชอบมายืนค้ำหัว แล้วพอคนเปิดประตูเข้ามาลมหนาวก็พัดเข้ามา เย็นหัว…

สำหรับเกี๊ยวอร่อยสมชื่อ ส่วนบะหมี่นี่ที่ไทยอร่อยๆ กว่านี้มีเยอะแยะ แถมร้านยังเปิด Garasu wo Ware! ด้วย ก็ดีแต่มันร้านอาหารจีนนะ..

Day 4

วันที่ 4 คือแผนการเราหมดแล้ว ก็ make up on the fly ไปเรื่อยๆ แต่สำคัญคือเรามีนัดที่ Kanagawa ตอนหกโมงเย็น

อาหารเช้าเดินผ่าน Tempura Tsunahachi Shinjuku แล้วอ่านรีวิวเห็นว่าถูกและดี ก็เลยเอาสักหน่อย

ปรากฏว่า 2,100 เยน ไม่ถูกเลยนะ น่าจะแพงที่สุดในทริปนี้ด้วยเถอะ…

อาหารก็จะมีของผักดอง, มิโซะซุป, เทมปุระกุ้ง, ปลา, ผัก ตามภาพ (เทมปุระมีอีกจาน)

ที่รู้สึกว่าว้าวของเมนูนี้คือนั่งที่เคาท์เตอร์บาร์แล้วนั่งดูเชฟทำเทมปุระสดๆ แล้วคีบลงในจานเราเลย ในไทยเราจะเคยได้ยินแบบนี้กับเฉพาะร้านซูชิเท่านั้น ไม่คิดว่าร้านเทมปุระก็ทำแบบนี้ได้

Miraikan

ที่แรกจะไปคือ Miraikan หรือ Museum of Emerging Science and Technology ที่โอไดบะ

มุมบังคับคือผ่าน Diver City ก็ต้องถ่ายรูปกันดั้ม

พอเดินไปถึงด้านหน้าก็บ่าย 2 แล้ว คิดว่าไม่น่าจะทันเลยเดินกลับเลย เทพจริงๆ การมาดูประตูหน้าพิพิธภัณฑ์เนี่ย

Cup Noodle Museum

ถัดไปก็ไป Yokohama ไป Cup Noodle Museum ซึ่งพบว่าไม่มีอะไรดูเท่าไรเพราะบางส่วนเป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก บางส่วนที่เป็น hands on เราก็เข้าไม่ได้เพราะเวลาจำกัดมาก และคนเยอะมาก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนเยอะสุดทั้งแต่เข้ามา

ลุง Momofuku Ando เป็นคนช่วยชีวิตเราเวลาหมดตัว แกคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตอนอายุ 48 เพราะธุรกิจที่แกทำเจ๊ง

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 1958 แต่กว่าจะตั้งเป็นโรงงานก็เป็นปี

ฟังแล้วผมนึกถึงบทความ Do Things That Don’t Scale เค้าบอกว่า startup founder ควรจะทำสิ่งที่ไม่ scale อย่างในเคสนี้ผมสงสัยว่าลุงแกคงทำในบ้านแกอยู่เป็นปีกว่าจะไปตั้งโรงงาน ซึ่งมันทำให้เค้าสามารถ iterate ปรับปรุงงานได้เร็ว

Day 5

วันสุดท้ายรู้สึกว่าเรา booking พลาดไปหน่อย น่าจะกลับสักสองทุ่มอะไรงี้จะได้เดินต่อได้อีก แต่ก็ดีว่ากลับมาแล้วยัง enjoy เสาร์อาทิตย์ได้เต็มๆ

วันนี้นับเงินสดที่เหลืออยู่แล้วพบว่าเกือบถึง 20,000 yen ซึ่งเป็นราคาอัพเกรดจาก Economy เป็น Premium Economy และสายการบินบอกว่าว่าง ก็เลยเอาเลย…

Seat Pitch Premium Economy กว้างมากกกกก เคยนั่ง Exit row ของ Scoot แล้วรู้สึกว่าอารมณ์ประมาณนี้เลยคือเตะขา 90 องศาแล้วไม่เจออะไร แถมอันนี้ยังปรับเอนได้สัก 30 องศา มีที่รองขาอีก

แต่เอาเข้าจริงพบว่ามุมที่รองขาไม่ค่อยดีเท่าไร, พอปรับเอนแล้วขาก็ติดกระเป๋าอยู่ดี และหมอนรองหัวนรกนั่นยังอยู่

อาหาร Premium Economy พบว่าเป็นเมนูเดียวกันกับ Economy เลย แต่ด้วยว่าเป็นขาออกเลยได้อะไรเยอะมาก

  • ถั่วต่างๆ
  • ข้าวแกงกะหรี่กุ้ง อร่อยดีแต่รสชาติไม่ไปทางแกงกะหรี่สักนิด (มีอีกตัวเลือกคือข้าวหน้าไก่ทอดและไข่)
  • สลัด (น้ำสลัดน้อยไปอ่ะ)
  • ขนมปัง (ยังไม่ได้กิน)
  • สลัดฟักทองตุ๋นน้ำดาชิ (ไม่ค่อยใช่แนวที่ชอบ)
  • Ratatouille ปรุงด้วยยี่หร่า (อันนี้พอกินได้ ไม่ใช่แนวเหมือนกัน)
  • ซุปมิโซะ
  • ชาเขียว
  • ของหวานเป็นพานาคอตต้าซอสราสเบอร์รี่ อร่อยมาก

และไฮไลท์ของ JAL คือไอศกรีม Häagen-Dazs เสริฟ์มาแบบแข็งมากตัดไม่เข้าเลย เหมือนจะไม่มีรสให้เลือกด้วย

ก่อนเครื่องลงมีขนมอีก

ความต่างหลักๆ ของ Premium Economy ในเรื่องอาหารคงอยู่ที่เค้าให้เมนูก่อนเสิร์ฟอาหาร (เหมือนจัดเลี้ยงในโรงแรม) แค่นั้น แต่เป็นเมนูแบบเดียวกัน ภาชนะแบบเดียวกัน

สุดท้ายชั่วโมงสุดท้ายของ flight เรานอนไม่หลับแล้ว แอร์เดินถามตลอดว่ารับชากาแฟมั้ย (หลอนกลัวจะบอกว่าให้ปรับเบาะรอ landing) แต่ตอน taxi/landing ก็ชอบอย่างคือแอร์ไม่กวนเยอะ สมัย 3 ปีก่อนเคยขึ้น low cost ทั้ง Scoot, AirAsia แล้วก่อนลงแอร์จะเดินตรวจ บอกให้เปิดกระจก ปรับเบาะ แต่อันนี้เราไม่เห็นบอกให้เปิดกระจก (ตอน land กระจกยังปิดอยู่เลย) ตอนขึ้นมีคนนั่งจิ้ม iPod Touch ก็ไม่เห็นว่าอะไร ของ AirAsia นี่นั่งเฉยๆ อย่างเดียวจนกว่าสัญญาณรัดเข็มขัดจะปิด ไม่แน่ใจว่าหลายปีแล้ว regulation เปลี่ยนหรือเปล่า

สรุปแล้วถ้าถามว่าจะขึ้น JAL อีกรอบมั้ย คงไม่ เกลียดหมอนมาก ไว้จะลองดูสายการบินอื่นๆ

Again?

ตอนวันจับมือ นุ่มถามว่างานจับมือครั้งหน้ามาอีกมั้ย

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ

ถ้าถามเราวันแรกจะบอกว่าไม่มาละ เหงา

แต่พอผ่านไปสักพักแล้วรู้สึกว่าตลอดทริปเราแทบจะ disconnect กับงานเราเลย ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรให้ปวดหัว

ในขณะเดียวกันมาคนเดียวเราสามารถทำอะไรก็ได้ มาครั้งก่อนกับแม่สองคนแล้วมีปัญหากัน สุดท้าย plan พังหมด คิดว่ามาคนเดียวนี่แหละ work สุดละ นอนคนเดียวก็ดีด้วยเพราะจะนั่งแช่ในอ่างเป็นชั่วโมงก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร เดินไป Miraikan 15 นาทีแล้วเดินกลับเลยไม่เข้าก็ได้

ก็เลยรู้สึกว่าไม่เหงาละ สนุกดี อยากมาอีก ญี่ปุ่นเองก็ค่อนข้าง friendly กับการมาคนเดียว หลายๆ ร้านมีที่นั่งให้ อาจจะเป็นเคาท์เตอร์บาร์ หรือโต๊ะเดี่ยวที่ AKB Cafe

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะมาทุกซิงเกิลคงไม่ไหว อาจจะต้องหาทางลด cost ไปในแบบที่เรายอมรับได้บ้าง (คิดว่าลดวันลงเหลือ 3 วัน มาจับมือแล้วก็กลับ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด) หรือไม่ก็มาปีละครั้งพอ

แต่ครั้งหน้าก็อยากมีคนมางานจับมือด้วยนะ แค่เจอกันในงานก็พอ (อาจจะไปเที่ยวกันหลังงานสักหน่อย) วันที่เหลือแยกไปเที่ยวกันเองดีกว่า

Budget

ลองเปิดดูบัญชีดูว่าสุดท้ายแล้วใช้ไปเท่าไร

  • ตั๋วเครื่องบิน 27,640 บาท
  • Flight upgrade 20,000 เยน = 6,139.65 บาท
  • ประกัน 502 บาท
  • Pocket Wifi 984.40 บาท
  • หนังสือเดินทางเล่มใหม่ 1,060 บาท
  • ค่ารถ Airport Limousine 373.92 บาท
  • ของฝาก 1,339.39 บาท (ยังไม่หักที่ทำ tax free กลับมา)
  • แลกเงินไป 100,000 เยน = 29,744.50 บาท (ค่าโรงแรมกับบัตรจับมือจ่ายเงินสด)

เหลือเงินสดกลับมา 16,000 เยน แลกคืนได้ 4,720 บาท เหลือเหรียญอีกเกือบพันเยน ไม่นับละกัน

สรุปแล้วใช้ไป 63,063 บาท เหลือประมาณ 37,000 ตอนแรกคิดว่าจะเอาไปใส่ wishlist อย่างอื่น แต่เก็บไว้มาเที่ยวครั้งหน้าดีกว่า….

2017: A Year in Review

ปกติแล้วบล็อค Year in review จะ subtitle ด้วยท่อนของเพลงหวานขม แต่ดูเหมือนว่ามันจะจบท่อนฮุคแล้ว ก็พอดีกับ phase ใหม่ในชีวิต ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำธีมอะไรดี ปีนี้คงติดไว้แบบนี้ก่อน

สำหรับปีนี้ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่ดี ถ้าคิดว่า 2014 เป็นจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว ตอนนี้ก็คิดว่ากำลังเข้าไปแตะจุดนั้นอีกแล้วนะ

Graduation

เรียนจบแล้ว..

มันควรจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทั้งชีวิตก็อยู่ในระบบการศึกษามาตลอด แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ เราพบว่ามันเฉยๆ มาก ตอนฝึกงานครั้งแรกยังรู้สึกว่าตื่นเต้นกว่านี้อีก

ถ้ามีน้องสงสัยว่าเรียนจบรู้สึกยังไง สำหรับคนที่ได้งานก่อนเรียนจบแล้วบอกได้ว่ารู้สึกเหมือนปิดเทอมอ่ะ คือไม่มีเรียนแล้ว ว่าง…

ทีนี้ตอนเทอม 1 บอกพ่อว่าจบแล้วจะขอนอนอยู่บ้านสักสามเดือนก่อนแล้วค่อยไปทำงาน ก็ปรากฏว่าวงในรีบจับเราเซ็นสัญญาไว้เลยได้พักอยู่แค่เดือนเดียว ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตอนนั้นน่าจะขอ 3 เดือนจริงๆ นะ มีหลายๆ อย่างอยากทำที่มันไม่สามารถ commit เวลายาวๆ ได้อีกแล้ว

Work

หลังเรียนจบ มี startup หลายเจ้าพยายามแย่งตัวเราอยู่ แล้วเราเองก็ยื่นไปอีกที่หนึ่งด้วย คือไม่อยากอยู่วงในต่อด้วยเหตุผลเดียวว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานที่อื่น

แต่สุดท้ายก็ยังเลือกที่วงในอยู่ ด้วยหลายๆ เหตุผลว่า

  • บริษัทที่มาชวนคือทีมแทบจะตั้งไข่ แต่เราไม่ใช่ co-founder ก็จะมีสิทธิ์มีเสียงน้อยหน่อย และมีที่หนึ่งจากที่เคยรับงานเค้ามาแล้วก็พบว่า technical co-founder เค้าไม่ค่อยเก่งใน stack ที่เค้าใช้ ซึ่งผมก็บอกเค้าไปตรงๆ แบบนี้ว่าปัญหาเค้าอยู่ที่ co-founder เค้านะ ผมเข้าไปผมก็ไม่รู้จะแก้ให้ยังไง
  • ที่สำคัญคือหลายๆ ที่คาดหวังว่าเราจะ build team ที่ดีได้ ซึ่งถึงเราจะมีประสบการณ์ในคอมพิวเตอร์มาเยอะแล้ว แต่การทำงานกับผู้คนก็ยังเป็นสกิลที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ
    • นั่นสิ เลือกเด็กจบใหม่ไปนี่มีความคาดหวังอะไร? คิดว่าค่าตัวถูก? หรือว่าแค่เพราะดึงตัวง่ายกว่าคนมีที่ทำงานแล้ว
  • สุดท้ายพอเราไม่ไป ก็เหมือนว่าหลายๆ ที่ ก็ได้ทีมเกรด C มาซึ่งไม่รู้ว่าเค้าหาไม่ได้เลยต้อง compromise หรือว่าเค้าไม่สามารถให้ข้อเสนอดีๆ แบบที่เราได้กับทั้งทีมได้ (มีเทพในทีมไม่ได้แปลว่าจะอัพเกรดคุณภาพของทีมขึ้นมาเป็น A ได้เลย) ก็เริ่มคิดว่าคิดถูก
    • เป็นคำถามที่ย้อนถามตัวเองเหมือนกัน ถึงจุดนึงถ้าเราทำบริษัทเอง เราจะสร้างทีมที่ดีขึ้นมาได้ยังไง

พูดถึงวงในกันบ้าง

  • ตอนนี้เป็น Junior Architect ซึ่งมันเหมือนเราถูก promote จากตำแหน่งเดิมที่ทำ product ตอนฝึกงานมาแล้ว
    • ในบริษัทมี Junior คนเดียว แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ใน Dev team ก็นับว่าเป็น Senior
  • หลังเข้ามาวงในก็มีบริษัทอื่นๆ รวมถึง recruiter เมลมาอยู่บ้าง แต่ตำแหน่งนี่ก็ลงไปเป็นตำแหน่งธรรมดาๆ เช่น Frontend developer (แต่เราชอบเขียน Django มากกว่านะ), PHP developer (ว่าจะเอาภาษานี้ออกแล้ว ไม่ได้แตะมาหลายปี), DevOps (แต่เราเป็นคนออกข้อสอบ DevOps ของวงในนะ) ตอนนี้ก็เลยคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะมีตำแหน่งสูงกว่านี้มาให้
  • ทีมเราที่วงในดีมาก เวลาประชุมกันแล้วเหมือนคุยภาษาเดียวกัน
  • โอกาสเติบโตของเราที่วงในดีมาก เช่นเราโดนส่งไปพูดข้างนอกบ้าง เขียนบล็อคบ้าง

มีเพื่อนหลายคนถามอยู่ว่าเราจะอยู่วงในไปอีกนานเท่าไร เรายังไม่เห็นว่าจะออกไปหางานใหม่ทำไมตอนนี้ แต่ถ้ามีข้อเสนอที่ดีเข้ามาก็ค่อยว่ากัน

ที่กังวลอยู่เหมือนกันคือ career path เราจะไปทางไหน เพราะพอเริ่มงานที่ตำแหน่งแบบนี้แล้วมันจะชนเพดานเร็วมั้ย แล้วเราจะยังพยายามตามเทคโนโลยีได้แค่ไหน เพราะพอไม่ได้อยู่ในทีมเองก็ไม่ได้ตามอะไรเท่าไร ต้องไปหาประสบการณ์เองนอกเวลา โชคดีว่าช่วงนี้ยังไม่มีอะไรขยับเท่าไรนอกจากของที่มีแต่ hype

เกม

เดี๋ยวนี้พบว่าไม่มีเวลาเล่นเกมแล้ว ถึงจะเล่นเกมอยู่ทุกวันก็ตาม

คือปกติเล่นเกมจะเล่นแบบ single setting (รวดเดียวจบ) ถ้าเป็นไปได้ แต่ก็กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรต้องทำเยอะจนไม่สามารถทำแบบนั้นได้

ที่เล่นเกมอยู่นี่ก็จริงๆ ก็ควรจะทำอย่างอื่นนั่นแหละ

ตอนนี้คิดว่าตอนเช้าๆ จะต้องรอตึกเปิด เลยอาจจะซื้อ Nintendo Switch ไปเล่นดีมั้ย แต่บางวันก็ง่วงจริงๆ นะ เล่น Monument Valley ยังจะหลับคาจอ

ไอดอล

ภาพเต็มบล็อคแล้วไม่ต้องอัพใหม่ก็ได้

รู้สึกว่าไอดอลเป็นอีกสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต หลังจากอนิเมะ (ถึงจะยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ เหมือนตอนทำ CoreAnime ก็ตาม)

ปีนี้เราเห็นงานเดบิวท์ BNK48 ตามด้วย phase ที่ content ออกมาน้อยแล้วอยากได้อีก, การเปิดตัวของตู้ปลาที่ content overload แต่คุณภาพไม่ค่อยมี และสุดท้ายเราก็เลิกตามวงนี้ไป

ในขณะเดียวกันเราก็ไปเจอ Keyabingo 2 แล้วก็นั่งดูจนย้ายมาตาม Keyakizaka46 แทน

ความคาดหวังทีแรกคือเราน่าจะเลิกตามไอดอลหลังคันจิเคยากิแกรด ซึ่งก็คงอีกนาน แต่ถ้าแกรดเราว่าอาจจะไปทีเดียวหลายๆ คนเพราะเค้าสนิทกันมาก ถ้าจะให้ตามฮิรางานะเคยากิก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่หลังฮิรางานะรุ่น 2 เข้ามาแล้วก็หวั่นไหวอยู่เหมือนกัน ดูแต่รุ่น 2 ได้มั้ย…

สำหรับปีหน้ามีแผนว่าจะไปงานจับมือสักครั้งก่อนที่จะแกรด คิดว่าซิงเกิลหน้าต้องไปให้ได้แล้ว

TipMe

ทิปมีเป็นความสำเร็จแบบไม่คาดคิดที่ 2 หลังจาก project Kyou ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ

ปีนี้เว็บมีอะไรเจ๋งๆ เยอะมาก

  • มันทำให้เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของ marketing เพราะเว็บไม่ได้ทำการตลาดจริงจังเลย เป็น word of mouth ทั้งหมด ถึงจุดนึงอาจจะ flat line ได้ ตอนนี้ก็เริ่มใช้เงินบ้าง
  • มีคนบอกว่า Keep innovating or die ตอนช่วงกลางๆ ปีมารู้ตัวว่ามีคู่แข่ง ตอนนั้นเลยเข็น True Wallet ออกมา ทำแล้วก็โดนก๊อปไปไม่ถึงสามวัน (แต่เค้าทำ fee ถูกเท่าเราไม่ได้) ไปจนกระทั่งว่าเรา launch overlay เองแล้วก็เห็นเค้าเลิกขยับตัวไป ไม่รู้ว่าไม่ว่างทำต่อ หรือว่ายอมแพ้แล้ว
    • ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้ามีรายใหญ่กว่าเราเข้ามาเล่น เราจะไล่แซงเค้ายังไง หรืออาจจะต้องปล่อย เพราะ tech จะนำขนาดไหนก็แพ้งบ marketing มหาศาลอยู่ดี
  • อีกอันหนึ่งที่ปีนี้ได้ทำแล้วคือพยายามเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ เว็บเกิดมาเป็น mashup ง่ายๆ แต่ถึงเวลานึงก็พบว่าพอลูกค้ามีปัญหาจาก 3rd party เราบอกได้แค่ว่าไปคุยกับทางนั้นเอง ซึ่งไม่ดีเท่าไร รวมถึงว่าถ้าเค้ามีปัญหาทางเทคนิคเราแก้อะไรไม่ได้เลย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าต้องเลิกใช้ 3rd party ให้หมด ซึ่งเป็นงานหนักมาก ก็ยังพยายามไล่ทำอยู่แต่คงจะเป็นปี
  • เราเริ่มเข้าใจการลงทุนก็ตอนนี้ คือเว็บมันไม่เคยเข้าเนื้อเลย แต่พอจะขยายแล้วก็ไม่กล้าเอาเงินหลายๆ เดือนเข้ามาใช้ (เรามองว่ามันจะเจ๊ง) ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจและเริ่มลงทุนบ้างแล้ว
  • มีเรื่องที่ยังเล่าไม่ได้ด้วย ถ้ามันจบไปด้วยดีเราอาจจะบล็อคให้อ่าน ตอนนี้มีบล็อค TipMe Year 1 ค้างไว้อยู่ ยังไม่ได้เขียนต่อเลย

Conference

ปีนี้เริ่มมีคนมาชวนไปพูดงานต่างๆ แล้วดันออกมาติดกันช่วงปลายปีด้วยนะ

  • พี่เดียร์ Opstra ชวนไป GDG Cloud Bangkok พูดเรื่อง Kubernetes ที่วงใน รู้สึกว่าทำได้ดีมากๆ
  • สมาคมโปรแกรมเมอร์ก็ชวนไปงาน Codemania 110 ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติมากๆ เพราะงานนี้ไม่ได้เข้าฟรี แต่ด้วยธีมงานที่มันบีบๆ ก็เลยหาหัวข้อพูดค่อนข้างยาก
  • Barcamp Bangkhen ก็ยังไปอยู่ทุกปี และเป็นงานที่จะพยายามเก็บหัวข้อที่ดีที่สุดให้ด้วย ก็ปรากฏว่าได้ 3 หัวข้อเลย
    • Kubernetes ที่วงใน ยังเอาออกมาพูดอีกรอบ
    • Internal Chatbot ของวงใน อันนี้พูดแล้วรู้สึกว่าจุดประกายหลายๆ คน แม้แต่คนในทีมมาฟังก็ยังกลับไปเพิ่มฟีเจอร์ให้บอตเรา
    • ของ TipMe พูดเรื่อง Error catching ด้วย Sentry ซึ่งทีแรกสุดจะพูดว่าทำ side project ยังไงไม่ให้กระทบงานประจำ แล้วมันจะมีหัวข้อว่า monitoring ต้องดี แต่พอทำถึงตรงนี้ก็พบว่าหัวข้อนี้หัวข้อเดียวก็เล่าได้แล้วนะ

รู้สึกว่าเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการบ้างแล้ว เพราะเค้าไม่ได้เชิญบริษัทเราไป แต่เค้าเชิญเราไป ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าหัวข้อพวก Kubernetes นี่ถ้าไม่อยู่ที่วงในเราก็คงไม่ได้มีโอกาสมากขนาดนี้

2017 New Year Resolution

พูดเพราะ

ไม่รู้ว่าจะสรุปข้อนี้ยังไงดี คือรู้สึกว่าพูดกับเพื่อนก็พยายามลดลง แต่ก็ยังหลุดมาบ่อยอยู่ แต่ก็รู้สึกว่าบางคำมันเริ่มลดความหยาบลงแล้วนะ อย่างคำว่าแม่งนี่แต่ก่อนมันไม่ควรใช้พอๆ กับคำว่าควย ปัจจุบันรู้สึกว่ามันเป็น flavor text ที่ไม่ได้มีอะไรแล้ว

แต่ในที่ทำงาน รู้สึกว่าด้วยบรรยากาศ professional แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดไปเอง

เอาเป็นว่าเราจะถือว่า SUCCESS เพราะถ้าพูดเพราะแบบไอดอลกับเพื่อนมันจะดูแปลกๆ ไปนะ

Backup

ผ่านไปครึ่งปี ลืมไปเลยว่าจะทำ

สิ่งที่ทำแล้วคือ auto backup บน madoka ซึ่งตอนหลังเราแทบจะเลิกใช้เครื่องนี้ไปแล้วนอกจากเขียนบล็อคกับรัน home automation ในขณะที่บน TipMe ยังไม่ได้ทำเลย มีแต่ manual backup แต่ก็คิดว่าอาจจะใช้เงินแก้ปัญหาอยู่

ส่วนไฟล์ในเครื่อง คุ้นๆ ว่าต้นปีมีโยนไฟล์ archive ไปบน cloud บ้างแล้ว แต่ไม่มี data ล่าสุด

ที่ยังไม่ได้ทำเลยและควรทำคือเครื่อง desktop นี่แหละ ถ้า disk บินปุ๊บนี่ข้อมูลจะหายไปไม่แพ้ตอนสมัย disk 500GB พังตอนม. 4 เลย

ซื้อเพลง

SUCCESS

ไม่คาดคิดว่า Spotify จะมาเปิดในไทย ก็เลยซื้อให้ทั้งบ้านใช้แล้ว มันตอบโจทย์สิ่งที่ Deezer ควรจะมีแต่ไม่มีให้ทั้งหมดเลย

ส่วนเพลงที่ซื้อปีนี้ก็เยอะพอสมควร

  • Namida no Ochiru Sokudo – nano.RIPE Limited Type A อยากได้มาหลายปีแล้ว ปีนี้เลยกัดฟันสั่งญี่ปุ่นมา เสียดายว่า Spotify ไม่มี เลยไม่ค่อยได้เปิดฟัง (ไม่ค่อยได้เปิดไฟล์ในเครื่องแล้ว)
  • BNK48 Aitakatta ซื้อมาทั้งแผ่น ทั้งบน iTunes
  • Masshiro na Mono wa Yogoshitaku naru – Keyakizaka46 อันนี้ซื้อ Type B มา และใน iTunes ด้วย (ตอนหลังมีคนซื้อ Type A มาให้)
  • Kaze ni Fukaretemo – Keyakizaka46 Type D
  • UNDERTALE soundtrack กับ Live at Grillby’s ใน Bandcamp
  • สั่ง BNK48 Koisuru Fortune Cookie ไปแล้ว
  • เพลงอื่นๆ ก็มี Sky & Sea, เพ่ง, เสน่หา, 365 (AKB48), Koisuru Fortune Cookie (AKB48), Jump (Rakuen), Planetarium (Otsuka Ai – ฟังยุยปงร้องแล้วเลยซื้อมา), Koi (Hoshino Gen อันนี้นากาซาว่าคุงร้องไว้), Uchiage Hanabi (DAOKO) อันนี้ไม่คิดว่ามีใน Spotify แต่มีเป็นชื่อญี่ปุ่น

บริจาค

SUCCESS

ตลอดปีนี้ TipMe บริจาคให้

  • python-social-auth ระบบล็อคอินของเว็บ
  • Celery ระบบ task queue ที่ใช้
  • Babel ระบบ Overlay ของเว็บใช้ React ก็เลยต้องโดเนทให้ทั้ง stack ที่ใช้บ้าง
  • Webpack
  • PyPy Python 3 เคยจะ port เว็บไปรันบน PyPy แล้ว แต่พบว่าเว็บใช้ฟีเจอร์ของ 3.6 พอสมควร ก็เลยต้องรอไปก่อน และเพราะอยากให้มันเสร็จเร็วๆ ก็เลยสนับสนุนเป็นเงินไปบ้าง
  • bcachefs อันนีให้ตอน btrfs มีประเด็น ก็หวังว่า bcachefs จะกลายเป็นที่ยอมรับเร็วๆ นี้
  • ก้าวคนละก้าว ของพี่ตูน ยกส่วนที่เป็น True Wallet ให้หมดทุกบาทเลย ตรงนี้ก็เรียกว่าเป็นงบ marketing ของเว็บก็ได้
  • Internet Archive

วิธีจัดก็คือเอารายได้เดือนนั้นๆ ตัด 5% แล้วก็เลือกว่าจะให้ใคร ส่วนมากก็จะเลือกจากว่าเว็บใช้ของเจ้านั้นๆ อยู่ และไม่ได้มีบริษัทหรือมูลนิธิใหญ่หนุนหลังอยู่ (ถึงไม่มีโดเนทให้ Django Software Foundation) อยากสนับสนุนรายเล็กๆ มากกว่า

ยังเหลืออยู่ประมาณสองเดือนที่ยังไม่ได้จัดว่าจะให้ใคร ไว้ต้องคัดเลือกอีกที

สรุปปี 2017

คิดว่าทำได้ตามเป้าแล้วนะ 3/4 อย่างนึงคือไม่ใช่แค่เขียนบล็อคแต่เราแพลนตั้งแต่ต้นปีเลยว่าจะทำยังไงให้เสร็จ พอเป็นอันที่ลืมไปอย่าง backup ก็เลยไม่ได้ทำ

2018 Prediction

พอทำงานแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้กำหนดได้ด้วยตัวเองเท่าไรแล้ว จะเดาอนาคตก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันแฮะ

TipMe

ถ้าไม่มีอะไรผิดคาด (หวังว่าจะไม่มี) ผมว่าปีหน้า TipMe จะโตไปกว่านี้เยอะมาก เผลอๆ อาจจะได้มีคนที่ 2 ในทีม ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยากทำอยู่แต่ไม่มีงบ

สิ่งที่บอกวงในไว้ และก็หวังไว้เองด้วยคือคงยังไม่ต้องทำ TipMe full time

Work

โดยความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าตำแหน่งงานที่เป็นอยู่เหมาะสมแล้วในด้านต่างๆ แต่คิดว่าบริษัทก็คงจะมี promote ให้ตามปกติอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าปีนี้จะปลดคำว่า Junior ออกจากตำแหน่งหรือยัง

หรือจะมีใครส่งข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้มาก็ไม่รู้…

2018 New Year Resolution

พอชีวิตเดาอะไรไม่ได้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี…

Inspire

เขียนบล็อคเอาไว้อันนึงยังไม่ตกผลึก เพื่อความรวดเร็วเอามาแปะเลยแล้วกัน

พอเรียนจบ อยู่ดีๆ ก็มีความคิดนึงขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะอ่านสัมภาษณ์พี่ซุปหรือเปล่า

คือเรารู้สึกว่าเราโชคดีที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ด้วยสภาวะแวดล้อมที่มันอำนวยมากๆ

  • หลายคนเขียนโปรแกรมครั้งแรกในมหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่ชอบไปทำอย่างอื่น
  • บางคนก็เขียนแล้วไม่รุ่งเลยก็มี
  • บางคนเรียนในโรงเรียนแล้วไม่ชอบตั้งแต่ตอนนั้น เลิกไปทำอย่างอื่นเลยก็น่าจะมีไม่น้อย

พอผ่านช่วงแรกของชีวิตไปแล้วก็เลยอยากส่งทอดโอกาสแบบนี้ให้รุ่นน้องบ้าง เพราะคงมีน้องอีกหลายคนที่ชอบด้านนี้ แต่ยังหาตัวเองไม่เจอ สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้เค้ารอดจากสิ่งแวดล้อมที่จะฆ่าความฝันของเค้าไปให้ได้

ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คงจะได้แวะกลับไปหาคุณครูที่โรงเรียนบ่อยขึ้น แต่คิดว่าทำตอนช่วงวัยนี้ก็ยังดีอย่างนึงคือเรากับน้องยังอายุไม่ต่างกันมาก ถึงจะต่างกันขนาดว่าน้องๆ เกิดไม่ทัน Floppy disk แล้วก็ตาม

ไปงานจับมือ

พยายามไม่เขียน wishlist เสียเงิน แต่ข้อนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่ว่าเราไม่สามารถบอกว่าเก็บเงินสักสองสามปีแล้วไปงานจับมือได้

ถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่ายังจะชอบเค้าอยู่หรือเปล่า

ถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าเค้ายังอยู่หรือเปล่า

ฉะนั้นแล้วก็ควรจะไปให้ไวที่สุด ตอนนี้ก็แพลนเรื่องเงินแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะพาตัวเองไปถึงเลนจับมือได้ยังไง

เรื่องเงินนี่ก็น่าสนใจนะ ใส่ไว้ในโปรแกรม YNAB ว่าอยากได้แสนนึงกลางปีหน้า (น่าจะพอดีกับซิงเกิลถัดไป) มันบอกว่าใส่เดือนนึงเกือบหมื่น ก็กัดฟันใส่อยู่ซึ่งบางทีก็รู้สึกว่ามันเยอะมาก แต่สิ่งที่คิดก็คือ

  1. เรามองเสมอว่าไปเที่ยวคือไปพักผ่อน ถ้าไปแบบ low budget เราไม่รู้สึกว่าพักผ่อน อยู่บ้านเล่นเกมพักผ่อนมากกว่า ฉะนั้นเครื่องบินก็คงเลือกฟูลเซอร์วิสแน่นอน นั่งแคบๆ ไม่สะใจ ที่พักยังไม่แน่ใจว่าคิดยังไงดี อาจจะมีไว้เก็บของ หรือถ้าจะนอนกลิ้งก็คงอยากนอนสัก 3 ดาว
  2. อยากได้คนช่วยอ่านญี่ปุ่นหน่อย ไม่งั้นคงหลงเลน ฉะนั้นก็คงต้องจ่ายให้อีกคนด้วย ถ้าได้คนรู้จักแถวนั้นก็ง่ายหน่อยอาจจะแค่เลี้ยงข้าว แต่ถ้าต้องพาน้องไปก็เยอะเลย
  3. ยังไม่คิดว่าจะใช้ทั้งแสนนึงหมด (แต่ก็ยังไม่ได้ลองคำนวณตามข้อข้างบนจริงๆ) ถ้าเหลือก็ได้เป็นเงินเก็บไปอีก ดีเลย