[FCC 41] Borderlands 2

ผมเพิ่งค้นพบว่าหัวบล็อคใหม่ในธีม 2014 ของ WordPress ทำบล็อคสวยขึ้นได้มากถ้าใส่ภาพเต็ม ฉะนั้นก็จะกลับมาใส่แบบเดิมแล้วใส่ภาพพื้นหลังจาก Steam เอาแล้วกันครับ

Borderlands 2 นี่ซื้อ 4 Pack มากันประมาณช่วง Summer Sale ซึ่งตอนแรกผมว่าจะสอย BioShock Infinite อย่างเดียว จากที่ถามใน reddit ว่าผมเล่นแต่เกมอินดี้มาเป็นสิบๆ เกมจนมา[จับ Metro 2033](/node/1704) แล้วผมเสี้ยนเกม AAA บ้างแล้วเนี่ย จะเล่นอะไรดี มีงบแค่เกมเดียว เอาไปเอามาผมได้โพยลด BioShock Infinite ว่าโปร AMD มันถูก ก็กดมา แล้วก็กด Borderlands 2 มาด้วยกันเลย

Borderlands ภาคแรกผมเถื่อนมาเล่น ซึ่งมันมีปัญหาว่าแค่อินโทรซีนยังไม่จบผมลงไปหาที่นอนเลย คือเป็น Motion sickness หนักอันดับสองในชีวิต (อันดับแรกน่าจะเป็นตอนปรับ refresh rate จอ CRT เป็น 85Hz ทำงานไปสักพักหาที่นอน แต่อันนั้นใช้เวลาพอสมควร) ประกอบกับ framerate ตอนนั้นต่ำมากด้วย ผมก็เลยไม่ค่อยไว้ใจในภาคนี้เท่าไรว่าจะยังเป็นมั้ย

วิธีแก้ motion sickness อย่างแรกเลยนะครับที่เกมเมอร์บางคนไม่รู้ มันคือ “field of view” (FOV) ซึ่งเกมบางเกมมีตัวปรับให้ (Postal 2 patch ที่เพิ่งออกนี่ก็มีแล้ว ใน Borderlands 2 ก็มีแล้วหลังจากภาคแรกไม่มี) บางเกมอย่าง Metro 2033 ไม่มี แต่ต้องแก้คอนฟิกเอา ก็ดูใน [PCGamingWiki](http://pcgamingwiki.com/wiki/Metro_2033) เอาครับ (ผมตั้งเป้านึงใน Frag Cake Challenge ด้วยคือไปช่วยเขียน PCGamingWiki เกมที่เล่นแล้ว) ซึ่งปกติผมจะชินกับของ Source Engine คือ 75 ผมรับสัก 60-75 ได้ เคยเล่น Urban Terror ที่ 90FOV ก็ได้แต่เกมอื่นๆ นี่ไม่ไหว

Field of View คือความกว้างของมุมในการมองเห็นของเรา ปกติสายตาเราจะมี FOV สัก 180˚ แต่ด้วยว่าจอคอมมันอยู่ตรงหน้าเรา ให้เหมาะก็ควรจะปรับให้มันมองเห็นเหมือนเป็นกล่องแล้วเรามองเข้าไปในกล่องเห็นโลกอีกใบข้างใน ไม่ใช่กว้างเท่าตาเรา

เกมบางเกมอย่าง Metro 2033 ใช้ FOV แนวตั้งนะครับ ซึ่งจะแตกต่างจากเกมอื่นๆ ค่าเริ่มต้นของเกมคือ 45FOV และ 85FOV คือประมาณ 52 – -!!! ไม่แปลกเลยว่าทำไมผมเล่นเกมนี้แล้วเวียนหัว ต้องเข้าไปปรับก่อน นอกจากนี้เกมอีกหลายๆ เกม FOV เวลาซูมปืนจะถูกซูมเข้าไปด้วยครับทำให้เห็นเอฟเฟกท์ภาพมันซูมเข้าไป

กลับมาที่ Borderlands ต่อ ผมยังพบว่ายังมึนเล็กๆ อยู่ แต่ก็พอทนเล่นทั้งวันได้ ตอนหลังผมอ่านใน PCGamingWiki และพบว่าเอกลักษณ์ของเกมนี้คือการตัดเส้นสามารถเอาออกได้ พอเอาออกเท่านั้นล่ะครับหายปลิดทิ้งเลย

———

สำหรับใน Borderlands 2 เป็นเรื่องที่ต่อจากภาคแรก (แบบแอบเติมเรื่องไปเยอะอยู่) ก็คือในภาคแรกเราได้พบกับ Vault และเจอบอสข้างในนั้น จากนั้นทำให้เกิดแร่ Eridium กระจายไปทั่วทั้งดาว Pandora และยังมีการค้นพบ Vault อื่นอีก Handsome Jack เชื่อว่าข้างในมีอาวุธลับของมนุษย์ต่างดาวที่สร้าง Vault ไว้จึงต้องการตามหาและขุดขึ้นมาเพื่อเอาอาวุธลับไปทำลายล้างโลกและสร้างขึ้นมาใหม่ตามความคิดในอุดมคติของเค้า ขณะเดียวกันก็กำจัด Vault hunters ต่างๆ ที่อาจมาขัดขวางภารกิจของเค้า

ตัวละครที่เราเลือกเล่นก็จะมีคลาสต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเดิมจากภาคก่อนเพราะพวกเค้าจะกลายเป็น NPC ในเกมนี้แทน เช่น Gunzerker ซึ่งมีสกิลพิเศษคือสามารถถือปืนอะไรก็ได้สองกระบอกพร้อมกันแล้วยิงพร้อมกันได้, Zer0 สามารถสร้าง Illusion ค้างไว้ได้

ความสนุกของเกมนี้อยู่ที่เควสที่แฝงไปด้วยความกวนตีนต่างๆ นาๆ แม้เนื้อเรื่องจะซีเรียสก็ตาม เช่นเควส “Kill youserlf” ซึ่ง Handsome Jack นั้นพยายามมาต่างๆ นาๆ กำจัดเราให้ได้ เลยตัดสินใจใช้วิธีจ้างเราไปตายซะเลย เมื่อเราตายเรียบร้อยก็สามารถไปรับ quest reward ได้

นอกจากนี้เกมยังสนุกกับการเล่นแบบ Coop ได้ถึง 4 คน โดยต้องอยู่ในแมพเดียวกันตลอด (กดวาร์ปแล้วจะนับถอยหลังแล้ววาร์ปทุกคนพร้อมกัน) โดยใช้ระบบ Steam Matchmaking หมดปัญหาการ forward port ต่างๆ เว้นแต่จะไปตั้ง firewall โหดๆ ไว้เอง

Borderlands 2 ยังมี DLC อีก 4 ตอนซึ่งเป็นเนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก (non-canonical) และไม่ได้พัฒนาโดย Gearbox ได้แก่

– **Captain Scarlett and Her Pirate’s Booty** ภารกิจตามหาขุมทรัพย์กลางมหาสมุทร (?) ที่กลายเป็นทะเลทราย ใน DLC นี้จะมียานพาหนะใหม่ให้เราเป็น Hovercraft ซึ่งสามารถยิงปืนกลหรือสมอระเบิดได้ ผมว่าบอสปิดของ DLC นี้ค่อนข้างใช้ได้นะ แต่เควสเนื้อเรื่องก็งั้นๆ
– **Mr. Torgue’s Campaign of Carnage** เป็นเนื้อเรื่องว่า Mr. Torgue เจ้าของบริษัทผลิตปืนในเกม ค้นพบ Vault อีกแห่งหนึ่งซึ่งจะเปิดเมื่ออาบด้วยเลือดของไอ้ขี้ขลาด จึงจัดการแข่งขันหาผู้ชนะและผู้แพ้ขึ้น โดยเราจะมีเจ๊ดันเป็น Ms. Moxxi เจ้าของผับนั่นเอง และจะต้องไปท้าดวลกับผู้เข้าแข่งขันอื่นๆ
– **Sir Hammerlock’s Big Game Hunt** ผมเกลียด DLC นี้มาก ผมจำไม่ได้เรื่องมันมีอะไรบ้างแต่เป็นเควสสุดท้ายที่ผมเล่นจบในเกมเพราะมันให้ล่ามอนแรร์และมันจะออกมาแบบสุ่ม คือต้องเข้าออกแมพแล้ววนดูเรื่อยๆ
– **Tiny Tina’s Assault on Dragon Keep** เป็น DLC อันเดียวที่ผมรู้สึกว่าแค่เล่นก็คุ้มค่า season pass แล้ว เป็นเรื่องราวสมมุติให้ Tiny Tina เป็นคนเล่าเรื่องที่ Vault Hunter เป็นตัวละครในเทพนิยาย และเปิดเรื่องด้วยว่า Vault Hunter ล่องเรือมาเจอมังกรสุดโหดและยิงตู้มทีเดียวตาย… ข้อเสียที่ผมไม่ชอบคือดันเจียนกลางๆ มันวนไปวนมา เข้าวาร์ปมาหาทางไปยากมากและเป็นทางไป Raid boss ซึ่งเวลาไปต้องท่องทางไปดีๆ ก่อน

ตอนผมซื้อกดที่ Nuuvem มา น่าจะถูกสุดแล้ว แต่สักพักก็ดันออก GOTY Edition มา แล้วพอออก GOTY มาก็บอกว่าผู้เล่นยังไม่พอใจขอเพิ่ม ก็เลยจะมี Season pass ต่ออีกซึ่งไม่อยู่ใน GOTY Edition โอ้ เมื่อไรจะมี Edition ครบจริงๆ สักทีล่ะนี่

**คะแนน:** 10/10 (ไม่นับ DLC)

**คำแนะนำ:** เป็น RPG ที่ผมว่าสนุกเหมือนเล่น FPS จริงๆ ไม่ใช่ FPS-RPG แบบ Fallout 3 และยิ่ง coop ได้ยิ่งมัน

ถ้าให้ผมต้องเทียบกับ Infinite ผมว่า Borderlands 2 นี่ “มัน” แต่ Infinite “ชวนติดตาม”

**ความยาก:** จุด respawn เกมนี้ค่อนข้างเหมาะเจาะดี (วาร์ปไปจุด respawn ไม่ได้นะครับ) ก็เลยทำให้เล่นได้ไม่ยากเท่าไร

—–

ในคิวดองผมมีอีก 9 เกม ผมควบรอบหน้าเลยแล้วกัน The Walking Dead 400 Days​ (คือไม่อยากยก DLC เล็กๆ เป็นบล็อคนึง) + Red Alert 3 + Uprising

[FCC 40] World of Goo

ไม่ได้เขียนนาน คิวดองยาวไป 7 เกมแล้วครับ (จริงๆ 6 + 1 DLC คือ 400 Days ของ The Walking Dead)

ในความรู้สึกผมแล้วเกมนี้น่าจะเป็นอินดี้เกมแรกเลยที่ประสบความสำเร็จในยุค Digital Publishing ด้วยความสำเร็จของ Steam และทำให้เป็นกระแสเกมอินดี้มาในปัจจุบัน

เกมนี้อยู่ใน Humble Bundle อันแรกๆ ด้วย ตอนนั้นผมยังไม่ถึงยุคที่จะซื้อเกมแท้ ก็ปล่อยผ่านไป ตอนนี้มานั่งเสียดายอยู่ สำหรับอันนี้ที่เล่นอยู่ได้มาจากแอพ [The Heist](https://itunes.apple.com/th/app/the-heist/id424724418?mt=8) เช่นเดียวกับ [Puzzle Agent](https://blog.whs.in.th/node/1551) สำหรับคนที่เล่นจบทุกด่านของเกม The Heist ยิ่งบางเวลาแอพนี้แจกฟรีก็เลยกลายเป็นว่าผมได้เกมนี้มาฟรีๆ ซะงั้นเลย

ผมไม่รู้ว่าต้องรีวิวอีกมั้ยสำหรับเกมดังแบบนี้ เอาเป็นว่าสั้นๆ มันคือเกมวิศวกรรมต่อตึกครับ บางทีก็เป็นสะพาน โดยใช้ตัวละครคือ Goo balls สีดำๆ ต่อกันไปจนถึงทางออก เล่นๆ ไปก็จะได้พบกับ Goo balls ชนิดพิเศษต่างๆ เช่น สามารถถอดแล้วไปต่อใหม่ได้ ระเบิดได้ ไหม้ได้ และตัวด่านเองก็จะมีอุปสรรค์ต่างๆ ให้เราไปยังทางออกได้ยากขึ้น

ตัวเกมเองแอบแฝงสาระและมุกแซะชาวบ้านไปทั่ว พอๆ กับ [Little Inferno](https://blog.whs.in.th/node/1613) ที่ผู้พัฒนาคนหนึ่งมาจากทีมของเกมนี้

เกมนี้รู้สึกว่าสเตจค่อนข้างแปลกใหม่ แต่ละด่านใช้คอนเซปต์ใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ไม่มีด่านซ้ำเดิมมาให้ปวดหัว (แต่ก็มีบางด่านที่ gameplay น้อยมาก ซึ่งมักจะเป็นด่านที่ไว้ดำเนินเนื้อเรื่องเกม) ฉะนั้นแล้ว…

**คะแนน:** 7/10

**คำแนะนำ:** ต้นตำหรับแห่งเกม Indie เลยครับ ถ้าไม่ได้รังเกียจ Puzzle Game ขอแนะนำให้ลอง ด้วยแอนิเมชั่นที่ลื่นไหล ภาพประกอบสวยงามสดใส และเนื้อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีได้ในเกมต่อตึก

**ความยาก:** บอกตามตรงว่าถึงผมจะบล็อคเกมที่เคลียร์แล้ว แต่เกมนี้ผมแค่เห็นฉากจบแล้วติดอยู่อีกสองด่านที่เล่นจนขี้เกียจเล่นแล้วก็ยังไม่ผ่าน