ทำบัญชีเดือนแรกกับ You Need A Budget

ปีที่แล้วผมตั้งเป้าว่าจะซื้อโปรแกรมแท้ แล้วสุดท้ายผมก็ไม่ได้ซื้อ เพราะผมว่าผมไม่มีเงิน

เอาจริงๆ ถ้าดูยอดเงินในบัญชีผมผมก็ซื้อได้แหละ แต่คำถามคือเท่าไรคือเงินที่ใช้ได้ เท่าไรคือเงินที่ควรเก็บ

สมัยผมเล่นเกมออนไลน์เกมนึง ผมตั้งกฎกับตัวเองว่าเงินที่ใช้ได้คือครึ่งหนึ่งของเงินที่มี จนกระทั่งผมแหกกฎเอาเงิน 80% ที่มีไปซื้อดาบเทพมา ซึ่งผมว่าคุ้มมากเพราะเลเวลขึ้นไวสะใจเลย (และ 30% ที่เกินจาก 50% นั่นก็ไม่ใช่น้อยๆ) ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าวิธีผมคิดถูกแล้วแน่หรอ (แต่ตอนจะเลิกเล่นแล้วขายทิ้งนี่ผมเศร้าเลย ราคาตกไป 10 เท่าเพราะแพทช์ใหม่มันทำให้กลายเป็นของหาง่ายขึ้น)

GnuCash บนแมค (ธีมแบบนี้แหละ..)
GnuCash บนแมค (ธีมแบบนี้แหละ..)

กลับมาที่ปัญหานะครับ ผมคิดว่ากลับมาทำบัญชีดีกว่า สมัยม. ปลายผมใช้ GnuCash แต่ก็เลิกใช้ไปแล้ว เพราะมันมีปัญหาอยู่คือ

  1. ลงบัญชีลำบาก ผมมีหลาย OS ผมต้อง reboot กลับเข้ามาลงบัญชี มันก็กลายเป็นว่าบางทีผมไม่ได้ลงหลายวัน ผมก็กองๆ เงินไว้ที่โต๊ะ
  2. GUI ก็ไม่น่าดึงดูดให้ใช้สักเท่าไร ปุ่มก็เยอะแถมใช้ศัพท์บัญชีอีก (เห็นตัว n ในภาพไหมครับ มันคือ reconcile ทีแรกผมนี่งงเลยว่าคืออะไร)
  3. ลงบัญชียาก ตอนนั้นผมดันเอาบัญชีสารพัดรายการ ทั้งส่วนตัวและของ Sunburn Group เข้ามาทำในเล่มเดียวแล้วก็งง
  4. มันก็ไม่ได้ตอบคำถามผมอยู่ดีว่าเงินเท่าไรใช้ได้ เลขในบัญชีแค่บอกและให้ผมคิดว่าผมเป็นคนมีวินัยมากน้อยแค่ไหน

ก็มาเห็น You Need a Budget ใน Steam สักพักแล้วครับ แต่ราคาเนี่ยคงต้องบอกว่าคงต้องตั้ง budget กันมาซื้อเลยแหละ จนกระทั่งว่าไปอ่านเจอว่าถ้าเป็นนักศึกษาอยู่ส่งบัตรให้เค้าแล้วเค้าจะให้ใช้ฟรีปีนึง ปีต่อไปถ้ายังเรียนไม่จบก็มาขอใหม่เรื่อยๆ ปีใหม่ที่ผ่านมาก็เลยว่างั้นลองดูเลยละกัน

(สำหรับบทความนี้ผมได้คีย์มาใช้ฟรีตามเงื่อนไขข้างบน ไม่ได้รับตังมาอวยนะครับ)

ตัว You Need a Budget เนี่ยอาจจะเรียกว่าเค้าไม่ได้จะขายโปรแกรม แต่ขายหลักการใช้เงิน ซึ่งปกติมันก็น่าจะมาเป็นหนังสือ แต่อันนี้มาเป็นรูปของโปรแกรม ซึ่งเค้าสรุปหลักการเป็นกฎ 4 ข้อคือ

  1. ตั้งเป้าหมายให้เงินทุกบาท
  2. ออมเงิน
  3. ยืดหยุ่น
  4. ใช้เงินของเดือนที่แล้ว

จะสังเกตว่ามันตอบคำถามผมเลยว่าเงินเท่าไรใช้ได้ โดยกฎข้อแรกเนี่ยเค้าบอกว่าถ้ามีเงินเดือนนี้อยู่ 5,000 บาท เราจะต้องบอกเลยว่าในเงิน 5,000 บาทนี้จะทำอะไรบ้าง เช่น ค่าเดินทาง 500 บาท ค่าข้าว 500 บาท ค่าเที่ยว 1,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 1,000 บาท ออมเงิน 2,000 บาท ซึ่งมันก็จะตอบคำถามผมได้ชัดเจนกว่าการบอกว่าผมมีเงิน 5,000 งั้นโอเคกดเกม Steam สัก 1,500 คงไม่เป็นไร มั้ง…

Screen Shot 2558-02-01 at 6.10.28 PM

ทีนี้ในข้อสองเค้าจะบอกว่านอกจากวางแผนให้ชีวิตประจำวันแล้วอย่าลืมหยอดกระปุกด้วย เช่น ผมต้องต่อโดเมนผมปีละ 500 บาท ผมก็ตั้งเป็นหมวดต่อโดเมนไว้ในโปรแกรม ใส่เงินของเดือนนี้เข้าไป 50 บาท แล้วหยอดกระปุกแบบนี้ไปทุกเดือน ครบสิบเดือนผมก็ได้ 500 บาทพอดีและจ่ายค่าโดเมนได้อย่างสบายใจ ซึ่งก็จะดีกว่าการที่ว่ารอบิลมาแล้วมาหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทีเดียวเยอะๆ ไปต่อโดเมน (แล้วเดือนนั้นก็คือแกลบ)

ในหลักการข้อนี้ยังแนะนำให้คิดถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนด้วยครับ เช่นค่าซ่อมต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ซ่อมหรือเปล่า ซ่อมอะไร ซ่อมเมื่อไร แต่ก็ควรหยอดกระปุกไว้เนิ่นๆ

ข้อต่อมายากที่สุดในการใช้แล้วครับ กฎข้อสามบอกว่ากฎข้อหนึ่งไม่ใช่กฎเหล็ก ตัวอย่างเช่นถ้าผมวางแผนว่า ซื้อของทั่วไป 500 ซื้อเกม 300 ปรากฏว่าปีใหม่ผมสอยเกมไป 500 วิธีแก้คือผมก็ต้องหักงบซื้อของผมมาโปะ ก็กลายเป็นซื้อของทั่วไป 300 ซื้อเกม 500 แทน

ผมรู้สึกไม่ค่อยดีนะเพราะมันทำให้บางทีใช้เงินจนจะเกินงบหมวดนั้นแล้วแต่ก็ยังคิดว่าเอาหมวดอื่นมาลงได้ (บางทีก็ลามไปถึงเงินออม) แต่เค้าให้เหตุผลว่าเพราะว่าเราก็ไม่รู้ค่าใช้จ่ายจริงๆ ล่วงหน้าได้ เลยต้องมีการปรับไปปรับมา (สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าหักห้ามใจตัวเองได้แค่ไหนอยู่ดี)

และข้อสุดท้ายซึ่งผมยังไม่ได้ใช้ในเดือนแรกนี้คือการใช้เงินเดือนที่ในเดือนนี้ อย่าใช้แบบเดือนชนเดือน

หลักการพวกนี้ ทาง You Need A Budget เองก็บอกเลยครับว่าไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมของเค้าก็ได้ ก็ไปจดบันทึกเองใน Excel หรือในกระดาษก็ได้ แต่ถ้าใช้โปรแกรมของเค้ามันจะเป็นการบังคับเราให้เราต้องลงบัญชีแบบนี้


แล้วตอนนี้ผมใช้ YNAB ยังไง?

ตัว YNAB จะมีสองระบบครับ คือ Budget กับ Account โดย Budget จะเป็นมุมมองว่าตอนนี้เรามีเงินเท่าไร ใช้ทำอะไร ส่วน Account เป็นมุมมองที่อยู่ของเงินว่าที่เก็บเงินนี้เรามีเงินอยู่เท่าไร ซึ่ง account ก็จะมีทั้งแบบ on-budget คือ นำเงินไปคิดในส่วนของ budget ด้วย และ off-budget คือมีการลงบัญชี แต่ไม่เอาไปคิดใน budget

ผมก็เลยตั้งว่าให้บัญชีธนาคารผมทั้งหมดอยู่ on-budget ส่วนเงินในกระปุกผมและเงินที่เอาไปลงทุนต่างๆ เป็นส่วน off-budget

ปัญหาที่เจอหลักๆ เลยครับคือเงินฝากที่มีอยู่เดิมแล้วทั้งหมดของผมจะทำยังไงกับกฎข้อแรกที่ว่าต้องให้ทุกบาทมีเป้าหมาย ผมใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ครึ่งเดือน ครั้งแรกผมใส่มั่วๆ ไปทุกหัวข้อว่า ค่าซื้อของเท่าไร ค่าเติมมือถือเท่าไร ฯลฯ แล้วเงินที่เหลือก็ปล่อยไว้ไม่ได้ตั้งเป้าหมาย (โปรแกรมก็จะขึ้นค้างไว้ว่ามีเงินเท่าไรที่ไม่มีเป้าหมาย)

ตกลงว่ามีนาผมควรตั้งงบเท่าไร?
ตกลงว่ามีนาผมควรตั้งงบเท่าไร?

ปรากฏว่าผมทดลองทำบัญชีเดือนถัดไป ผมงงมากกว่าเดิมเพราะว่าโปรแกรมจะเอาเงินที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเข้าไปบวกกับรายได้ของเดือนหน้า ผมเลยไม่รู้ว่าสรุปแล้วเดือนหน้าผมต้องตั้งงบรวมทั้งหมดกี่บาท

ผมเลยไปอ่านเอกสารของโปรแกรมใหม่ถึงเข้าใจหลักการว่า เงินที่แบ่งไว้ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ให้หมดตามที่เขียน แล้วก็สามารถตั้งงบติดลบเพื่อปล่อยเงินออมมาได้ ผมเลยตั้งหัวข้อมาใหม่เลยว่า เงินออม แล้วเอาเงินเกือบทั้งหมดใส่เข้าไปในนั้น

หลังจากผ่านเดือนแรกไปแล้วผมกลับมารู้สึกเห็นคุณค่าของเงินเยอะขึ้นมากเลยครับ (ซึ่งตอนทำบัญชีทุกทีก็จะเป็นแบบนี้) จากเดิมซื้อก็คือซื้อ impulse buy อันนี้จะซื้อก็มานั่งเปิดโปรแกรมดูก่อนว่างบมีไหม ถ้าไม่มีจะต้องตัดส่วนไหนเข้ามา อันนึงที่ทำให้ผมแปลกใจมากคือผมเพิ่งมาคิดว่าค่าโดเมนที่ผมถือในมือมันก็ไม่ใช่ถูกๆ ก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะทำยังไงดี จะปล่อย หรือจะต้องเก็บเงินเท่าไรไปต่อ

คำถามที่ผมว่าโปรแกรมนี้ยังไม่ตอบอยู่ดีคือ ผมจะใช้เงิน “เท่าไรดี” โปรแกรมช่วยแค่ให้เห็นภาพว่าเงินผมหายไปไหนบ้าง แต่ผมจะตั้งค่ากินค่าเที่ยวกี่บาทถึงจะไม่เกินตัว อันนี้ผมว่าคำตอบคงขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วแหละ

แล้วอาจจะพบกันในซีรีสต่อไปครับ…

ใช้ Password Manager กันเถอะ

สมัยเด็กๆ ผมก็เห็นโปรแกรม password manager อยู่หลายตัวล่ะครับ ก็คิดว่า เอารหัสผ่านมารวมใส่ไฟล์ๆ เดียวแบบนี้นี่ก็ไม่ต่างกับเอามาแปะหน้าจอคอมสิ

จนกระทั่งปีที่ผ่านมานี้ผมเพิ่งได้คำตอบว่าทำไมถึงควรใช้ Password Manager

“รหัสผ่านที่จำได้คือรหัสที่ไม่ดี”

โอเคว่าเราสามารถเลือกรหัสผ่านยาวๆ ได้ จะเป็น correct horse battery staple หรือจะพิมพ์ไทยแบบ pkpdbo]ewpohe]kppkpws]phvp แต่มีใครจำรหัสผ่านไม่ซ้ำกันเลย 60 เว็บไหวไหมล่ะครับ (มันก็เป็นไปได้นะ ประเภทรหัสว่า this is my facebook, this is my twitter แต่หลุดมาสักอันก็พอเดาได้ว่าอันถัดไปจะเป็นอะไร)

แถมรหัสผ่านที่ดีก็ต้องมีเครื่องหมายพิเศษอีกนะครับ แล้วก็ต้องยาว พวกนี้ยิ่งทำให้รหัสจำยากขึ้นไปอีก

ฉะนั้นแล้ว ใช้ password manager เถอะครับ แล้วคุณจะมีรหัส 60 เว็บไม่ซ้ำกันแม้แต่นิด


สมัยเด็กผมมีคำถามอีกอันนึงที่ผมสงสัย คือโปรแกรมพวก password generator เนี่ยมันมีไว้ทำไม ออกมาแบบ [uoK=%FBX$I1Hu#CwlRrWY4j ใครจะไปจำได้

คำตอบก็ยังอยู่ที่ password manager นี่แหละครับว่ารหัสที่เราจำไม่ได้แบบนี้นี่แหละควรจะเก็บใน password manager ไม่ใช่เรานั่งนึกรหัสผ่าน 60 แบบเอง ฉะนั้นจะมีครบตัวอักษร ตัวเลข ตัวพิเศษ แถมยาวและไม่ซ้ำกันอีกด้วย

สรุปแล้วคือ password manager ก็จะมาช่วยให้เราเอารหัสผ่านประเภทที่ว่าคงไม่มีใครจำได้มาเก็บไว้หลายๆ ตัว เพื่อที่ว่าแต่ละเว็บเราจะได้มีรหัสผ่านไม่ซ้ำกัน และเดาได้ยากมาก


ผมเองก็ใช้ Password Manager มาเกือบครึ่งปีแล้วครับ ก็มีประเด็นหลายอันที่น่าสนใจที่อยากมาเล่าให้ฟังประกอบการตัดสินใจ

Master password

ปัญหาของ password manager คือมันจะมีรหัสแม่ที่ไว้เข้ารหัสฐานข้อมูล หลุดปุ๊บคืองานเข้าเลยครับ รหัสตัวนี้เรียกว่า master password ซึ่งมันน่ารำคาญตรงที่ ตั้งยาวมากก็ขี้เกียจพิมพ์โดยเฉพาะในมือถือ (นึกภาพตั้งรหัสยาวๆ แล้วจะต้องพิมพ์ตอน login แบบไม่ใช้จำรหัสผ่านน่ะครับ แถมต้องทำทุกครั้งที่จะล็อคอินเข้าเว็บ เพราะถ้าไม่ตั้ง auto lock เดี๋ยวจะมีคนมาแอบใช้ตอนลืมลุกจากคอม)

โปรแกรม password manager บางตัวก็จะมีวิธีที่ยอมให้ใช้ 2 factor เข้ามาปลดล็อค เช่นผมใช้ KeePass ก็จะใช้ keyfile ได้ด้วย (คือจะ login ต้องมีทั้ง password + keyfile) ผมก็เอา file database ผมใส่ Dropbox ได้ แต่ keyfile ผมเก็บไว้กับตัวไม่ขึ้น cloud เลย หรืออย่าง LastPass จะใช้ OTP เข้ามาช่วยก็ได้

ในความเห็นผมว่ารหัสผ่านตัวที่สำคัญสุดๆ เช่น อีเมล, Dropbox หรืออาจจะรวมไปถึง servers ด้วย พวกนี้ควรจะจำไว้เองดีกว่าเอาใส่ password manager และควรจะไม่ซ้ำเช่นเดียวกัน (ก็จะเหลือที่ต้องจำไม่กี่ตัวจากกว่า 60 เว็บ)

App

แอพ password manager ก็มีหลายตัวครับ จะเป็น KeePass หรือ 1Password, LastPass หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่ผมยังหาตัวที่ถูกใจไม่ได้ (ตอนนี้ผมเองใช้ KeePass 2 อยู่)

ปัญหานึงของผมคือผมใช้ทุก OS ครับ Windows, Linux, Mac มีหมด iOS ก็มีแต่ก็เหมือนไม่มี Android ก็ใช้ (Windows Phone เอ่อ ช่างมันเถอะ) ก็มาดูกันว่าแต่ละตัวเป็นอย่างไรบ้าง

NOTE: ผมไม่ได้ใช้แอพอื่นนะครับ อันนี้คือข้อมูลที่หามาตอนที่ผมเริ่มใช้ password manager ซึ่งอาจจะไม่ถูก เก่า หรือไม่ครบก็ได้

KeePass

  • Open source (ผมรู้สึกว่าเป็นปัจจัยสำคัญตัวนึงนะ เพราะจะได้มั่นใจว่ามันน่าจะถูก peer-review แล้ว และไม่ทำอะไรตุกติก)
  • Offline — ไม่มี sync
  • มีเฉพาะบน Windows
    • ในลินุกซ์ใช้ mono รันพอได้ โปรแกรม support ด้วย (ใช้ xdotool พิมพ์รหัสแทน) แต่ UI ก็จะมีแปลกๆ บ้าง
    • ในแมคผมใช้ MacPass ซึ่งความสามารถพื้นฐานมาก (คือใช้งานได้แต่อย่าหวังว่าจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก)
  • มี chrome extension ช่วย fill รหัสในเว็บ สะดวกมาก ปัญหาคือมันต้องลง plugin และ MacPass ไม่รองรับ (มีอยู่ในแผนงานของเค้า)

ปัญหาของผมกับ KeePass คือ OS อื่นๆ นี่แหละครับ ชีวิตจะลำบากขึ้นเยอะเลย

1Password

  • $69.99 (หรือถูกกว่าถ้าซื้อแค่ OS เดียว)
  • โคตรเอียงไปทางแมค
  • ตอนผมดูนี่ UI App Android ห่วยมาก ตอนนี้ปรับปรุงมาแล้ว
  • ไม่มี cloud ใช้ dropbox อยู่ดี (ผมว่าขูดรีดมากสำหรับราคานี้)
  • ไม่มี Keyfile

LastPass

  • ฟรี*
  • ปีละ $12 ได้ฟีเจอร์ต่อไปนี้
    • Mobile apps (ผมว่าสรุปแล้วก็คือต้องจ่ายแหละ)
    • Yubikey support (เป็น hardware OTP ซึ่งมันมีขายแพคเกจ Yubikey พร้อม LastPass Premium เหมือนกัน)
    • ไม่มีโฆษณา
    • Share รหัส
  • Client เป็น browser extension
  • ใช้ OTP ได้
  • Cloud sync — ไม่มีไฟล์ offline ถ้าไม่ได้ใช้โปรแกรมพิเศษ

ที่ผมไม่ปลื้ม LastPass คือมันเป็น cloud นี่แหละครับ ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี และอีกเหตุผลนึงที่ไม่ค่อยชอบคือผมไม่ค่อยปลื้ม client มันเท่าไร

iCloud

เดี๋ยวนี้ iCloud ก็มีบริการแนวๆ นี้ด้วย แต่ไม่ใช่บริการหลักเค้า ก็จะไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไรเท่าไรครับ ที่สำคัญคือต้องใช้ของแอปเปิ้ลเท่านั้น จบ

Mobile

ปัญหาชีวิตมันจะมากขึ้นเมื่อมาอยู่ในมือถือครับ เพราะต้องจัดการเรื่องการ sync ให้ปลอดภัย และการพิมพ์รหัสผ่านจะยุ่งยากขึ้น

ตอนนี้ KeePass ผมใช้แอพ KeePassDroid อยู่ (open source) ซึ่งก็ค่อนข้างโอเค มีฟีเจอร์เยอะดี (เยอะกว่า MacPass ล่ะ) ไอเดียที่น่าสนใจคือโปรแกรมมี QuickUnlock ซึ่งปิดหรือตั้งค่าได้ คือเวลาไม่ใช้สักพักโปรแกรมจะล็อคให้ แต่จะถามรหัสผ่าน 3 ตัวท้าย (หรือมากกว่า ตั้งได้) ก็จะสะดวกในการพิมพ์

ผมเองอยากให้มันล็อคแบบปัดๆ เหมือนหน้าล็อค Android นะ แต่คิดว่าเค้าคงไม่ทำเพื่อป้องกันการแอบอ่านรหัสจากในแรม

สำหรับการ Sync ตัวโปรแกรมรองรับ Dropbox ครับ หรือ cloud อื่นๆ หลายตัวเลย ก็สะดวกดี

ปัญหาที่จะเจอต่อมาคือการเอารหัสไปใช้ครับ ในคอมเนี่ยมันมี browser extension ดึงไป แต่ในมือถือก็จะใช้วิธี copy paste ซึ่งก็จะยุ่งยากกว่าและไม่ปลอดภัย บางแอพอย่าง KeePassDroid เองก็จะมี keyboard ให้แทน

ผมชอบระบบของ KeePassDroid นะครับ คือจะเข้าเว็บอะไรก็แล้วแต่ ให้กดแชร์ไปที่แอพมันแล้วมันจะเปลี่ยน keyboard เป็นของมันให้เลย ก็แค่จิ้มช่อง user กด User จิ้มช่องรหัส กด Password แล้วกด Go จะเปลี่ยน keyboard กลับให้เป็นอันเดิมเลยด้วย แต่จะทำได้ก็ต้อง root และลงแอพ Secure Settings นะครับ ถ้าไม่ลงแอพหรือไม่รูทต้องสลับ keyboard เอง

สำหรับการ login ในแอพอื่นๆ KeePassDroid รองรับการที่ใส่ Package Name กำกับรหัสผ่าน เวลาล็อคอินก็แค่เปิด keyboard มันมา กดหารหัสผ่านก็จะเจอโดยอัตโนมัติแล้วก็เข้าได้เลย (ตรงนี้อาจจะฟังดู setup ยาก แต่ถ้าใช้คำสั่งค้นหาครั้งแรกมันจะ list รหัสทั้งหมดให้ พอเลือกรหัสแล้วก็จะถามเลยครับว่าจะกำกับ Package Name เลยมั้ย)

สำหรับใน iOS ผมอยากรู้เหมือนกันว่าจะกลายเป็นยังไง แต่มี keyboard API แล้วคงไม่เลวร้ายแล้วมั้งครับ

เครื่องชาวบ้าน

ปัญหาที่เลวร้ายที่สุดคือเครื่องชาวบ้านครับ

LastPass ใช้วิธีเอาแอพใส่ USB ไปจิ้ม ก็จะแนวเดียวกับ KeePass แต่ผมว่ามันไม่ปลอดภัยในการเอาไฟล์รหัสผ่านไปเสี่ยง ก็เลยต้องยอมเปิดมือถือมานั่งพิมพ์รหัสยาวๆ ยากๆ แทน (เคยพิมพ์จน internet banking lock เพราะผมมองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร)

ไอเดียนึงที่ผมว่าน่าสนใจมากคือ KeePassDroid รองรับอุปกรณ์พิเศษตัวนึง (แพงอยู่) ซึ่งเสียบกับคอมแล้วจะเห็นเป็น keyboard และต่อกับมือถือทาง Bluetooth เราก็สามารถกดให้ KeePassDroid ส่งสัญญาณไปให้ keyboard พิมพ์รหัสผ่านลงไปได้เลย แต่ข้อเสียของวิธีนี้คืออุปกรณ์มันแพงนั่นแหละครับ และก็มันส่งแบบไม่เข้ารหัสด้วย

สรุป

ถึงจะมีปัญหาเยอะแยะ ผมยังคิดว่าถ้ามีแค่ OS เดียว (อาจจะพ่วงกับมือถือนิดหน่อย) การใช้ password manager น่าจะไม่มีปัญหาอะไรลำบากแบบผมแล้วนะครับ ก็อยากแนะนำให้ลองใช้ดู ค่อยๆ เปลี่ยนรหัสที่ใช้บ่อยไปทีละตัวเรื่อยๆ ก็น่าจะเริ่มชินเอง